เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นิตยสารหุ้นของสหรัฐ Barrons ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากบรรดาผู้จัดการกองทุนหลายสิบท่าน
เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในอีก 9-12 เดือนข้างหน้า ปรากฏผลดังนี้
หนึ่ง จากผลสำรวจ ดังรูปที่ 1 ส่วนใหญ่เห็นว่าหุ้นสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยร้อยละ 80 เห็นว่าการลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในอีก 12 เดือน ส่วนตลาดที่คาดกันว่าน่าจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด กว่าครึ่งหนึ่งเห็นว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ตามด้วยยุโรปและตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผู้จัดการกองทุนเกือบร้อยละ 80 มองเชิงบวกกับกองทุนรวมหุ้นสหรัฐ และเห็นว่าผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้นและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจะเป็นส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างไรก็ดี ในอีก 5 ปีข้างหน้า หลายคนมองว่าตลาดเกิดใหม่น่าจะมาแรงที่สุด
โดยตลอด 18 ไตรมาสที่ผ่านมา ผลกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นได้ออกมาเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์และยังมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าในรอบนี้ เป็นตลาดหุ้นที่ขึ้นมาแบบที่มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าจะไม่ยั่งยืนมากที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว แม้จะมีผลประกอบการของบริษัทที่ดีและเศรษฐกิจโลกก็เติบโตค่อนข้างดีก็ตาม
สอง ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวมน่าจะอยู่ราวร้อยละ 7 จากนี้จนถึงกลางปี ส่วนดัชนี S&P 500 และ แนสแด็ก น่าจะมีผลตอบแทนราวร้อยละ 5 ทั้งนี้ผลตอบแทนดังกล่าว ถือว่าไม่หวือหวามากเนื่องจากราคาของหุ้นสหรัฐในขณะนี้ ได้ไต่ขึ้นมาอยู่ในระดับที่หลายคนมองว่าเหมาะสม ประมาณการอัตราส่วนราคาต่อกำไรในปีหน้า หรือ P/E อยู่ที่ 14 เท่า แล้ว โดยมีนักวิเคราะห์น้อยรายที่ยังคิดว่าหุ้นสหรัฐยังถูกอยู่ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าในระยะเวลาอีก 5-10 ปีถัดไป ผลตอบแทนของตลาดน่าจะอยู่ที่ราวร้อยละ 8-13 ขึ้นอยู่กับฝีมือการเลือกหุ้น โดยคาดว่าหุ้นของบริษัทที่ส่งออกและไปลงทุนในไปจีนและยุโรปมีความน่าสนใจกว่าเพื่อน นอกจากนี้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดในมืออยู่มากๆ สามารถที่จะมีโอกาสสร้างมูลค่าให้กับตนเองมากกว่าจากการซื้อหุ้นตนเองกลับมา จ่ายเงินปันผล และการควบรวมกิจการ
สาม จากรูปที่ 2 เซกเตอร์ที่น่าสนใจของตลาดหุ้นสหรัฐ ได้แก่ เทคโนโลยี การเงิน และพลังงาน ด้วยน้ำหนักร้อยละ 32, 11 และ 10 ตามลำดับ จากความเชื่อที่ว่าปัจจัยพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมยังดีมาก ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้ของอุตสาหกรรมดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาหุ้นในรายอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการเจริญเติบโต โดยหุ้น Apple Google และ Microsoft ยังมีค่า P/E เพียงแค่ 7 เท่า หากหักเงินสดของ Apple ออกไป
ในทางตรงกันข้าม รายอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีจากการที่อัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้น
สี่ สำหรับการลงทุนทางเลือกนั้น ร้อยละ 72 ของผู้จัดการกองทุนที่ทำการสำรวจมองว่า อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐน่าสนใจที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่าผลตอบแทนมีความสัมพันธ์กับตลาดการเงินอื่นๆ น้อยมาก กว่าหนึ่งในสามของผลการสำรวจชอบสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะที่ทองคำได้รับความนิยมน้อยกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ดี จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐเตรียมจะลดขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณ พันธบัตร จึงไม่เป็นที่นิยมในตอนนี้ อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ได้รับความนิยมเล็กน้อย จากการให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง
ห้า สำหรับความเห็นเกี่ยวกับมาตรการนโยบายการเงินกับตลาดเงิน กว่าร้อยละ 80 มองว่านโยบายการเงินมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนของตน โดยราวสองในสามของผู้จัดการกองทุนที่ทำการสำรวจ ไม่เห็นด้วยต่อการตัดสินใจเลื่อนการลดขนาดการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐ ทว่าร้อยละ 80 ของผู้สำรวจ มองว่าการลดขนาดดังกล่าวจะเกิดขึ้นในครึ่งปีแรกของปีหน้า ถึงขนาดที่ประเมินว่าไม่ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ มาตรการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางสหรัฐควรถูกยกเลิก เนื่องจากหากตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ดี ก็ควรใช้กลยุทธ์อื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมองว่าการผ่อนคลายเชิงปริมาณให้ผลเสียต่อชนชั้นกลางและล่างรวมถึงผู้ฝากเงินและผู้อยู่ในวัยเกษียณ ทั้งนี้ คาดว่าผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปี จะสูงขึ้น 3-3.5% ในอีกปีต่อจากนี้ จากร้อยละ 2.58 ในปัจจุบัน
หก จากการสำรวจ คาดว่าอัตราการว่างงานน่าจะอยู่ที่ราวร้อยละ 7-7.5 ในอีก 12 เดือนข้างหน้า และร้อยละ 6-6.5 ในอีก 24 เดือนข้างหน้า และราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาเรล โดยราคาน้ำมันที่ไม่สูงมากจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
ท้ายสุด จากรูปที่ 3 พบว่าหุ้นตัวใหญ่ของสหรัฐน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นตัวเล็กในอีก 12 เดือนข้างหน้า ส่วนความท้าทายของตลาดหุ้นสหรัฐ ได้แก่ ความเสี่ยงทางการเมือง ตามด้วยผลกำไรของบริษัท และ เศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งยังมองว่าค่า P/E ของตลาดสหรัฐน่าจะสูงกว่า 14 เท่าในตอนนี้ครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






