ทุกคนที่ทราบข่าวการผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เหมารวมเอาทุกฝ่ายทุกคนได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ก็เข้าใจกันดีว่านี่เป็นการผลักดันของกลุ่มนำในพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องได้รับ “คำสั่ง” จากทักษิณแน่ๆ เพราะทุกคนเชื่อว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ ไม่มีทางที่ใครจะกล้า “ทำนอกสั่ง” ได้
ปัญหาที่น่าขบคิดก็คือทักษิณคิดอะไรอยู่ และวางแผนการต่อเนื่องต่อไปอย่างไร
แน่นอนว่าทักษิณเป็นคนที่มุ่งความสำเร็จโดยไม่เกรงกลัวหรือพะวงกับอุปสรรค กล่าวอีกด้านหนึ่ง ทักษิณเป็นคนพร้อมที่จะ "เสี่ยง" การที่ผู้ใกล้ชิดจำนวนหนึ่งระบุตรงว่าทักษิณเป็นคนตัดสินใจรวดเร็วซึ่งก็คงเป็นความจริง แต่ในอีกด้านหนึ่งของการตัดสินใจรวดเร็วก็แสดงให้เห็นชัดถึงการเป็นคนที่นิยม “ความเสี่ยง” อย่างมาก ดังตัวอย่างของการตัดสินใจซื้อคะแนนนิยมด้วยการประกาศให้ประชาชนส่ง “ปัญหา” ของตนเองมาทางไปรษณียบัตร โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรกับไปรษณียบัตรความทุกข์ยากของประชาชนที่มากองเป็นภูเขาเลากาในทำเนียบรัฐบาล (จากคำกล่าวในหนังสือของประมวล รุจนเสรี ในสมัยที่ยังทำงานร่วมกับทักษิณอยู่)
การตัดสินใจเร็วบนฐานของความพร้อมที่จะ “เสี่ยง” เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ก็เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาอำนาจเงินและอำนาจทางการเมืองที่มีอย่างล้นเหลือได้ทำให้มีผู้ออกมาคอยช่วยแก้ไข/ปัดเป่ารวมทั้งกลบผลกระทบอันเกิดจากการตัดสินใจ “เสี่ยง” ที่ผิดพลาดตลอดเวลา จนทำให้คนจำนวนมากมองข้ามการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบและผิดพลาดไปได้ตลอดเหมือนกัน กรณีความขัดแย้งที่ภาคใต้ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจ "เสี่ยง" อย่างรวดเร็วและผิดพลาด
กรณีการสั่งยิงที่กรือเซะนั้น ไม่มีใครสงสัยและลองไปค้นดูว่าจริงๆ แล้วใครเป็นคนสั่งยิง เพราะผมเหมือนจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าไม่น่าใช่พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เป็นคนสั่ง แต่จะเป็นใครสั่งต้องพยายามหาข้อมูลต่อไปอีกหน่อย
กล่าวได้ว่า การที่มีคนจำนวนหนึ่งคอยแก้ไข/ปัดเป่าหรือกลบเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นผลมาจากการตัดสินใจ "เสี่ยง" ของทักษิณ กลับทำให้เขากล้าที่จะ "เสี่ยง" มากขึ้นไปอีก เพราะหลงคิดไปว่าไม่มีทางที่เขาจะพลาด ผมจำได้ว่าตอนที่มีคนออกหนังสือ "รู้ทันทักษิณ" มาใหม่ ทักษิณตอบไวๆ แบบไม่ได้คิดว่า "พวกนี้รู้ไม่ทันผมหรอก" ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมาก กุนซือที่แวดล้อมอยู่ในวันนั้นต้องรีบออกมาแก้ความให้ในวันรุ่งขึ้นเลย
แต่ก็น่าแปลกในบางกรณี การตัดสินใจผิดกลับไม่ส่งผลเสียต่อทักษิณเท่าไร เช่น การกล่าวถึงพี่น้องประชาชนทำนองว่าพี่น้องประชาชนได้พายเรือมาส่งเขาถึงที่แล้ว ต่อไปเขาจะหาทางไปเอง คำกล่าวนี้น่าจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนรู้สึกได้ว่ากำลังถูกถีบหัวส่ง แต่กลับไม่ค่อยปรากฏความรู้สึกเช่นนั้นมากนัก
การตัดสินใจให้พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกมาเป็นแบบเหมารวมเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจ "เสี่ยง" อีกครั้งหนึ่ง และเป็นความ "เสี่ยง" จากหลายด้าน ด้านแรกมาจากทางด้านกลุ่มคนหรือมวลชน กลุ่มแรกที่ทักษิณน่าจะต้องคิดให้มากที่สุด ก็คือ การออกมาในรูปแบบนี้ทำให้ปีกซ้ายของกลุ่มคนเสื้อสีแดงรับไม่ได้ เพราะกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนได้รับผลจากการนิรโทษกรรม อักษรตัววิ่งในวอยซ์ทีวีระบุไว้ว่าหากพระราชบัญญัติออกมาแบบนี้ จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป ไม่ว่ากลุ่มนี้จะมีจำนวนมากหรือน้อย ในระยะยาวการทิ้งคนกลุ่มนี้จะเป็นผลเสียต่อทักษิณมากกว่า
กลุ่มคนกลุ่มที่สอง ได้แก่ กลุ่มคนเสื้อสีเหลือง/กลุ่มวี/และกลุ่มคนเกลียดทักษิณ ซึ่งที่ผ่านมาได้ผ่อนคลายความเหนียวแน่นในการรวมตัวไปมากแล้ว ก็จะกลับมารวมตัวกันแน่นแฟ้นอีกครั้งหนึ่ง กลุ่มนี้จะกลายเป็นตัวจุดประกายการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่แหลมคมมากกว่าเดิมแน่ๆ
กลุ่มคนโดยทั่วไปก็มีโอกาสที่จะคิดได้ว่าทักษิณทำเพื่อตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อพี่น้องชาวบ้านแต่อย่างใด และการทำเพื่อตัวเองของทักษิณนี้ทำโดยไม่สนใจเลยว่าจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งการคิดแบบนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นมาก แม้ว่าคนกลุ่มนี้อาจจะยังเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่ แต่ในระยะไม่ยาวนานนัก หากพวกเขามีทางเลือกอื่น ก็จะเปลี่ยนคะแนนเสียงทันที
นอกเหนือจากด้านกลุ่มคนหรือมวลชนแล้ว ความ “เสี่ยง” อีกด้านหนึ่ง น่าจะได้แก่ การที่คิดว่าได้ข้อตกลงมาจากชนชั้นนำในสังคมกลุ่มที่เคยปฏิเสธและต่อสู้ขับไล่เขามาแล้ว ผมเชื่อว่าการที่ทักษิณดันเรื่องนี้น่าจะเป็นผลมาจากการเจรจาต่อรองกับกลุ่มชนชั้นนำและได้สัญญามาระดับหนึ่ง เช่น หากเขาเดินทางกลับตามและเกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง ก็จะมีชนชั้นนำออกมาหนุนช่วย การที่ผมบอกว่า “เสี่ยง” ก็เพราะว่าหากถึงวันนั้นจริง ก็ไม่ได้หมายว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญา
ในเมื่อเกมที่กำลังจะเล่นมีความ “เสี่ยง” มากมาย แต่ทำไมทักษิณกล้าที่จะเล่นแบบนี้
ผมคิดว่าหมาก “เสี่ยง” นี้วางเอาไว้สัมพันธ์อยู่กับการยุบสภา โดยที่มุ่งให้พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผ่านไปก่อน และรอไปจนศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหาร จากนั้น ก็ใช้เงื่อนไขการเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งหมดเป็นข้ออ้างยุบสภา ซึ่งเป็นการโยนปัญหาสองอย่างที่เป็นเผือกร้อนออกจากมือไปสู่หีบการเลือกตั้ง ทักษิณและกลุ่มนำของพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าพวกเขายังสามารถที่จะระดมเสียงสนับสนุนให้กลับมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ความ "เสี่ยง" ทั้งหมดในที่สุดก็จะถูกผลักไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป
แต่กว่าเกมทั้งหมดจะเดินไปถึงการเลือกตั้ง บ้านเมืองก็จะวุ่นวายอย่างมากทีเดียว ความขัดแย้งในระดับต่างๆ จะทวีมากขึ้น การปะทะกันในหลายกลุ่มหลายพื้นที่มีโอกาสเกิดสูงมาก และผมเชื่อว่าเมื่อเกมเดินไปถึงการเลือกตั้ง ก็จะพบว่าการเลือกตั้งในเงื่อนไข “เดิมพัน” หมดตัวแบบนี้ จะกลายเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง การฆ่ากันในเวทีเลือกตั้ง รวมถึงการใช้เงินมหาศาลด้วย
การ “เสี่ยง” อีกครั้งของทักษิณนี้ไม่เป็นผลดีกับใครเลย รวมทั้งทักษิณเองด้วย แม้ว่าจะมีหมากยุบสภาเอาไว้แต่ก็ไม่ได้หมายว่าจะทำให้ทุกอย่างสงบได้ สังคมจะจะเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้งที่สูงมากกว่าเดิมมากขึ้นและจะแตกแยกย่อยมากขึ้นตามไปด้วย หากทักษิณสามารถกลับมามีอำนาจอีก ก็เป็นอำนาจบนสังคมที่ปรักหักพัง ซึ่งน่าเศร้าแทนประเทศไทยครับ
สำหรับผมเอง เมื่อเห็นการเล่นเกมที่มีแต่ความ “เสี่ยง” เช่นนี้ ก็อดใจหายไม่ได้ว่าเรากำลังจะเกิดการฆ่าฟันกลางเมืองกันอีกแล้วหรือ ก็หวังเพียงว่าพระราชบัญญัติฉบับเหมารวมนี้จะถูกยับยั้งโดยทำให้ออกมาในรูปคำวินิจฉัยว่าทำไม่ได้เพราะเป็นการทำเกินกว่าที่ระบุไว้ก่อนส่งกรรมาธิการ ทางอื่นๆ คิดไม่ออกครับ






