การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นและค่าเงินในภูมิภาค หลังจากรัฐสภาสหรัฐสามารถตกลง แก้ปัญหาการปิดหน่วยงานและเพดานหนี้
เริ่มกลับมาสู่วงจรเดิม นั่นคือ ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคและค่าเงินเริ่มแข็งค่าขึ้น ซึ่งนอกจากคลายความกังวลเรื่องปัญหาการคลังสหรัฐแล้ว ยังประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะชะลอการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ออกไป อย่างน้อยก็หลังสหรัฐแก้ปัญหาการคลังได้ในช่วงต้นปีหน้า ส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค รวมถึงไทยจำนวนมาก
หากติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเริ่มขยับแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จากระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ เริ่มเห็นหลุดจากระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของตลาดที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลง แต่ผลกระทบจากคิวอีของเฟด ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ กล่าวคือขึ้น-ลงหวือหวา บางกรณีอย่างช่วงต้นปี มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพลังของเงินทุนมีมหาศาล ยากที่ประเทศเล็กอย่างไทยจะต้านกระแสตลาดได้
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ถือว่ามีความอ่อนไหวมากกว่าตลาดหุ้น ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมา แม้ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวผันผวนและขึ้นลงอย่างรุนแรง แต่ก็ปรากฏว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของนักลงทุนก็ยังเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งบางคนอาจได้กำไร เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่มีผลขาดทุน แต่หากเปรียบเทียบกับอดีตที่ตลาดหุ้นขึ้น-ลงหวือหวา เราจะได้เห็นนักลงทุนบางที่ได้รับผลกระทบและได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่ในครั้งนี้เป็นไปตามปกติ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนปรับตัวได้อย่างดี
สำหรับค่าเงินบาท ในช่วงที่ผ่านมา ในกรณีที่ค่าเงินบาทแข็ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มักจะได้รับแรงกดดันในการดูแลค่าเงินบาท โดยเฉพาะการดูแลเพื่ออุดหนุนภาคส่งออก และมักจะมีกระแสเรียกร้องให้ธปท.ดูแลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า เพื่อให้สามารถส่งออกได้ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลก็มักจะรับฟังการร้องเรียนจากผู้ส่งออกเสมอ เพราะเห็นว่าภาคส่งออกมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นบทบาทที่ไม่มีใครเถียงว่ามีความสำคัญ แต่คำถามก็คือทำไมจึงเกิดการเรียกร้องขึ้นทุกครั้งที่ค่าเงินอ่อน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการแข็งค่าของค่าเงินเอเชีย และเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากแนวโน้มแข็งค่ามากเหมือนในอดีต เราก็เชื่อว่าจะมีกลุ่มผู้ส่งออกเรียกร้องให้ดูแลค่าเงินบาทเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่แนวทางการป้องกันปัญหาหรือผลกระทบจากค่าเงินนั้น มีการเสนอมานานในเรื่องของการประกันความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวนในปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อีกทั้งในช่วงที่เกิดความผันผวนของตลาดก็มักจะบอกให้รีบประกันความเสี่ยงค่าเงิน
เราเห็นว่าแนวโน้มการเคลื่อนไหวของทุนเคลื่อนย้าย ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจากปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือการควบคุมในครั้งนี้ อาจจะเป็นบทเรียนอีกครั้งสำหรับธุรกิจที่ทำมาค้าขายกับต่างประเทศและยังไม่ได้ประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน เพราะที่ผ่านมา มีความพึ่งพอใจกับค่าเงินบาทอ่อนค่าหลังจากมีแนวโน้มเฟดจะถอนคิวอี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงก็คงเป็นกลุ่มเดิมคือเอสเอ็มอี ดังนั้น เราเห็นว่ารัฐบาลควรกระตุ้นให้ธุรกิจกลุ่มนี้เร่งป้องกันตัวเองจากความผันผวน ก่อนที่ปัญหาเดิมเรื่องค่าเงินแข็งจะกลับมาอีกครั้ง






