วันนี้หลายคนตั้งคำถามเรื่องการเมืองไทยพอสมควร ว่าจะเดินไปทางไหน เราจะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างนี้ไปอีกนานไหม?
แต่ที่แน่ๆ วันนี้ คอการเมืองรุ่นใหญ่ ฟันธงว่า "ปรองดองยาก" แม้จะเดินหน้า "สภาปฏิรูปการเมือง" ตามแนวคิดที่รัฐบาลส่ง "ผู้เฒ่าการเมือง" เดินสายปรองดองในช่วงที่ผ่านมา เพราะมองว่า มันเป็นเรื่องของการไม่ยอมกัน ไม่มีความเป็นนักกีฬา
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เป็นการทะเลาะกันของสองฝ่าย ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ต่างฝ่ายต่างก็หา "พวก"มาสู้กัน สู้ในสภาไม่ได้ก็ออกมาสู้กันข้างนอก เป็นการต่อสู้ที่เรียกว่า "ไม่มีวันจบ"
ตราบใดที่พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ คุยกันไม่ได้ หากจะเห็นจุดจบของความขัดแย้ง 2 พรรคการเมืองต้องจับมือกันคุยกันได้ หรือไม่ก็ เป็นรัฐบาลร่วมกันเสียเลย แต่นี่อาจเป็นสิ่งที่อยากเห็น อยากให้เป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว บอกได้เลยว่า "ยาก"
คอการเมืองรุ่นใหญ่ ประเมินภาพรัฐบาล ทำนองว่า มี "ไพ่ยุบสภา"อยู่ในมือ จะหยิบออกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมั่นใจว่า หากเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ชนะ กลับมามีอำนาจอีก ฉะนั้น วันนี้ฝ่ายไหน กลุ่มไหน จะเล่นเกมอย่างไร รัฐบาลก็ไม่สน แต่เมื่อไหร่ที่ถึง "ทางตัน" อยู่ไม่ได้ หรือมีเหตุการณ์อะไรสักอย่าง ผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถูกบีบให้ออก เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะหยิบ "ไพ่ยุบสภา" มาใช้ทันที ...นี่คือความคิดรัฐบาล ที่มีแค่นี้
ขออย่างเดียว ให้มีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น..
เพราะสิ่งที่รัฐบาล "กลัว"มากกว่า นั่นคือแนวทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือนอกรัฐธรรมนูญ เห็นได้ชัดจาก กรณีม็อบมาแค่ร้อยคน ถึงกับต้องประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง อีกทั้งทหารก็ยังมีบทบาททางการเมืองอยู่ทุกเมื่อ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศ
ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี ก็อาจเกิดได้ทุกเมื่อเช่นกัน เรียกว่ายังต้องเป็นรัฐบาล "ใช้หนี้" อยู่ พรรคใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ การ "ใช้หนี้ตำแหน่งรัฐมนตรี" ก็ต้องทำเมื่อมีโอกาส
ฉะนั้นโอกาสที่จะปรับคณะรัฐมนตรีก่อนยุบสภา ก็เป็นไปได้สูง เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าใกล้ "ยุบสภา" เมื่อ "ใช้หนี้"หมด ก็ไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรอีกแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์สมัยที่ 2 ก็น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
สำหรับพรรคเล็ก ที่ไม่ได้จัดอยู่ในระดับพรรค 30-40 เสียง คอการเมืองรุ่นใหญ่ ฟันธงว่า พวกนี้ไม่มีอนาคตอยู่แล้ว เสมือนพรรคโชห่วย ที่มีอยู่ 5-7 เสียง พรรคที่มีเสียงขนาดนี้ วันนี้แนวคิดของผู้นำแต่ละกลุ่มเริ่ม มองแล้วว่า หากยังฝืนที่จะสร้างพรรคขึ้นมา โอกาสที่จะชนะหรือได้เสียงเข้ามาเพิ่ม น่าจะเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที
หลายกลุ่มเริ่มคิดสานสัมพันธ์ หวังจะยกทีม ยกกลุ่ม เข้าสังกัดพรรคใหญ่ ใน "ขั้วอำนาจรัฐ" มาระยะหนึ่งแล้ว บางกลุ่มเริ่มเจรจาวงใน เพื่อยกไปทั้งทีม โดยโฟกัสพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ โดยมั่นใจว่า "ได้แน่ๆ"
ดังนั้น หากมีการเลือกตั้งใหม่ เชื่อแน่ว่า กลุ่มที่คิดว่าตัวเองมีพื้นที่เลือกตั้งแน่ๆ จะทยอยขนลูกทีมเข้าสังกัดพรรคใหญ่กันเป็นว่าเล่น
ว่ากันว่า เหตุผลที่หลายกลุ่มเริ่มมีแนวคิด ส่งลูกทีมเข้าสังกัดพรรคใหญ่ ก็เพราะช่วง "พักรบ" หลายคนได้อานิสงส์จาก "นายใหญ่"ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวก หรือแม้แต่ใบเบิกทางการทำธุรกิจ ชนิดที่ร่วมด้วยช่วยกัน
ฉะนั้น หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแข่ง ในสนามเลือกตั้งให้เสียเงิน เสียเวลา
นี่สัญญาใจ ที่แกนนำหลายๆ กลุ่ม เริ่มเจรจาและพร้อมขนลูกทีมเข้าพรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยกันแล้ว
เชื่อเถอะว่า..ถ้ามีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ มีหวังพรรคเพื่อไทย จะกลายเป็น "พรรครวมมิตร" อีกครั้ง ส่วนจะอยู่กันอย่างไร ใครเล็ก ใครใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง
สุดท้าย คอการเมืองรุ่นใหญ่รายนี้ เชื่อว่านายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นชินวัตรคนสุดท้าย ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่อย่างนั้นก็จะสุ่มเสี่ยง ถูกปลุกกระแส "ตระกูลผูกขาด"
แต่ถ้าจำกัดไว้ แค่ ยิ่งลักษณ์ "สมัย 2" ก็คงจะอยู่รอดปลอดภัย
ทั้งหมดเป็นการประเมินสถานการณ์การเมือง ที่ต้องจับตาดูจากนี้ไป!






