วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงเตือนจากธนาคารกลาง การเมืองกำลังสร้างหายนะ

เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลายประเทศ ได้กล่าวเตือนว่านโยบายการคลัง และปัจจัยทางการเมืองอาจทำลายความพยายาม

ของธนาคารกลางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก โดยพุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งกันในประเด็นด้านงบประมาณ ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐต้องปิดทำการนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ เนื่องจากปัจจัยการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินตลาดทุนอย่างมาก ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ความเห็นที่โจมตีฝ่ายการเมือง อย่างกรณีของนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่เฟดเข้าซื้อตราสารหนี้เป็นจำนวนมากอาจเป็นการทำลายความเป็นอิสระของเฟด แต่ภัยคุกคามที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางยิ่งกว่า คือประเด็นที่ว่าเจ้าหน้าที่การคลังดำเนินงานในแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารกลางหรือไม่ โดยภัยคุกคามนี้ มีความสำคัญยิ่งกว่าการใช้นโยบายการเงินแบบพิเศษ ซึ่งก็หมายถึงคิวอี นั่นเอง

ไม่เพียงแค่นายดัดลีย์เท่านั้นที่เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของสหรัฐที่เป็นไปอย่างล่าช้าอยู่แล้ว แต่หากความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้และปิดหน่วยงานภาครัฐดำเนินต่อไป ก็จะส่งผลต่อความพยายามฟื้นเศรษฐกิจของเฟดจากมาตรการคิวอี นายคลาส น็อต สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ระบุว่า"งบดุลของธนาคารกลางได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและจากแรงกดดันทางการเมือง"

ที่ผ่านมา ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลก ธนาคารประเทศใหญ่ทั่วโลกต่างใช้มาตรการเดียวกัน นั่นคือ อัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางก็จะได้รับแรงกดดันทุกครั้งในช่วงที่นักการเมืองเห็นว่าเศรษฐกิจตกต่ำหรือขยายตัวลดลง แต่การวิจารณ์นักการเมืองสหรัฐในเรื่องนโยบายการคลัง ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองกำลังสร้างปัญหาให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเท่ากับว่าความพยายามของเฟดหรือธนาคารกลางประเทศอื่นที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

การวิจารณ์นักการเมืองสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจากคนในแวดวงตลาดเงิน ซึ่งบางคนมุ่งไปที่การไร้เหตุผลของการเมือง แต่สร้างผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจโดยรวม อย่างเช่น เขาถกเถียงในเรื่องกรอบเวลาขยายเพดานหนี้ที่ต่างกันเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น แต่ก็ยังไม่อาจยอมกันในทางการเมืองได้ นั่นแสดงให้เห็นว่านักการเมืองไม่ว่าชาติไหนในโลก คำนึงแต่ผลทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นมากกว่าประโยชน์ที่สาธารณะจะได้จากนโยบายอย่างแท้จริง

เราเห็นว่าบทเรียนจากคำวิจารณ์นักการเมืองสหรัฐนั้น อาจเทียบเคียงกับนักการเมืองไทยคงไม่ต่างกันนัก ในด้านหนึ่งก็ไม่ต้องการให้แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระ แต่ต้องดำเนินตามนโยบายของฝ่ายการเมือง โดยอ้างเหตุผลว่าแบงก์ชาติจะต้องเกื้อหนุนนโยบายรัฐบาลสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ แต่อีกด้านหนึ่ง นโยบายของฝ่ายการเมืองอาจสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักการเมืองไม่เคยคำนึงถึงเหมือนอย่างกรณีเพดานหนี้ของสหรัฐ บทเรียนกรณีนี้ก็คือนโยบายที่มุ่งการเมืองเป็นหลัก กำลังจะสร้างความเสียหายให้กับความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสังคม