วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดินคนละเส้นทาง ว่าด้วยรับจำนำข้าว

งานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "มหากาพย์จำนำข้าว สู่มหกรรมกอบกู้สุจริต" ซึ่งจัดโดย มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

ร่วมกับ องค์กรภาคี เมื่อวานนี้ (15 ต.ค.) ถือเป็นการประเมินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา และกำลังเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ เนื่องจากผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่มีความรู้เรื่องข้าว ทั้งในด้านการผลิต การตลาด และนักเศรษฐศาสตร์การคลัง ที่มาประเมินผลกระทบทางการคลังจากนโยบายประชานิยม ซึ่งมองว่านโยบายนี้กำลังสร้างผลกระทบอย่างมากต่อฐานะของประเทศ

ข้อสรุปจากวงสัมมนาแทบไม่ต่างจากความเห็น หรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านั้น จะต่างก็เพียงตัวเลขหรือการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลารับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไป ปัญหาของโครงการนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความเสียหายด้านการคลัง เพราะมีการประเมินว่าผลขาดทุนจำนวนมหาศาลจากโครงการนี้ ในที่สุดแล้ว ภาระก็จะตกอยู่กับรัฐบาลและแปลงร่างเป็นหนี้สาธารณะในขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือหนี้ของประชาชนคนไทยทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ชาวนา

ยิ่งกว่านั้น ยังมีการประเมินอีกว่าโครงการนี้เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายมากขึ้น หากผลผลิตข้าวโลกเพิ่มมากขึ้นในปีหน้าและปีต่อๆ ไป เพราะว่าราคาข้าวในตลาดโลกจะลดลง และจากสต็อกข้าวของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบายข้าวได้ ก็จะส่งผลให้ราคาข้าวของไทยลดตามหลักอุปสงค์-อุปทาน ในขณะที่รัฐบาลก็ใช้งบประมาณมากขึ้น หากรวมในช่วง 2 ปีแรกที่ใช้เงินไปแล้ว 6.7 แสนล้านบาท และรวมกับวงเงินรอบใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท ก็เท่ากับว่าวงเงินที่จะใช้สูงถึง 9.4 แสนล้านบาท

แน่นอนว่า ตัวเลขวงเงินที่ใช้ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเสียหายทั้งหมดเกือบล้านล้านบาท เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการปิดบัญชี เราก็ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่ชัดว่าขาดทุนจากโครงการนี้เท่าไร แต่จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง และจากคนในแวดวงค้าข้าวต่างก็ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่ารัฐบาลน่าจะขาดเป็นแสนล้านบาทจากโครงการนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นไปได้ยากมากที่รัฐบาลจะขายข้าวได้ราคาสูง เนื่องจากมีคู่แข่งในตลาดโลกและแนวโน้มราคาข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง

อันที่จริง รัฐบาลก็ยอมรับอยู่แล้วว่าโครงการนี้มีผลขาดทุนแน่นอน แต่เหตุผลของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการนี้ เพราะว่าต้องการยกระดับรายได้ของเกษตรกร ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอด และได้พยายามแสดงหลักฐานให้เห็นว่าเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีจริงๆ อาทิ พยายามแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีเงินฝากเพิ่มขึ้น ดังนั้น การยกเลิกโครงการนี้โดยอ้างเหตุผลภาระทางการคลังนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะรัฐบาลย้ำแล้วว่ายอมขาดทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

เราเห็นว่า หากการเมืองมีนโยบายประจำนิยมกันอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนั่นก็คือเป็น "มหากาพย์จำนำข้าว" ที่แท้จริงของนโยบายนี้ เพราะยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะยกเลิกกันได้โดยง่าย

ส่วนเหตุผลอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนให้เห็น ความเสียหายจากโครงการนี้ต่อเงินของประเทศนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักการเมืองไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะว่าขณะนี้ความเห็นได้แยกเป็นสองข้างเสียหาย แต่ละด้านต่างก็ละเลยอีกด้านหนึ่ง และยากจะหาความพอดีว่านโยบายที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร เป็นความคิดสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องเดียวกัน แต่เดินคนละเส้นทาง