ผมเข้าใจดีว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งใน ปชป. จึงไม่อยากปฏิรูปตามแนวทางของ คุณอลงกรณ์ พลบุตร และคณะ
เพราะผมยังไม่เห็นว่าแนวทางปฏิรูปที่มีการเสนอนั้น จะเอาชนะการเลือกตั้งได้จริงในเร็ววัน เพราะการเมืองวันนี้มันไม่ได้ง่ายแค่ขายนโยบายดีกว่าแล้วชนะ แต่มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ยังไม่เสื่อมคลายลงมากกว่า
หรือแม้มนต์ขลังของคุณทักษิณจะเสื่อมลงไปบ้าง แต่เครือข่ายที่ครองอำนาจอยู่เขาก็วางฐานการเมืองหยั่งรากลึกลงไปถึงระดับหมู่บ้าน การจะพลิกกลับมาชนะในพื้นที่เหล่านั้นย่อมเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย
มันก็คล้ายๆ กับการที่พรรคอื่นจะไปเจาะพื้นที่ภาคใต้ของ ปชป.นั่นแหละ มันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพียงแต่ฝ่ายคุณทักษิณเขายึดกุมพื้นที่ที่มีจำนวน ส.ส.มากกว่า ก็เลยกลายเป็นผู้ชนะแบบผูกขาดในการเลือกตั้งสนามใหญ่
ส่วนเรื่องความเชื่อมั่น...วิธีการทำงานของคุณทักษิณและเครือข่ายคือ "ขายฝันไปก่อน" ทำให้คนไทยมีความสุขจากมโนภาพที่สร้างขึ้น จากนั้นก็แสดงบทบาทว่าพยายามผลักดันให้ได้ตามนั้น โดยไม่ต้องสนใจผลเสียหายที่จะตามมา และแม้สุดท้ายทำไม่ได้ก็ไม่มีใครว่า เพราะคนก็จะหันไปด่าทอผู้ที่ออกมาคัดค้านแทน
ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือการกู้เงิน 2 ล้านล้าน จริงๆ จะใช้เวลากู้ถึง 7 ปี กู้ "ในงบประมาณ" ก็ได้ แต่ไม่ทำ เหตุผลก็เพื่อต้องการผูกขาดว่าเป็นผลงานของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ไม่ใช่ผลงานของสภา ถ้าพลั้งพลาดศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมา คนก็จะด่าศาล หรือด่าคนยื่นเรื่องให้ศาลว่า "ขวางทางเจริญ"
งานนี้อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดจะเคลิ้มไปกับรัฐบาลเลย เพราะขนาดนักธุรกิจใหญ่อย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งซีพี ก็ยังเชียร์ให้รัฐบาลกู้!
มันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่แม้แต่ปัญหาภาคใต้เรื่องการ "เจรจาสันติภาพ" เขาก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ ถามว่าจากหน้าตักที่ ปชป.มีจะสู้เขาไหวหรือ เพราะการเมืองมันไม่ใช่การแข่งกันทำเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป...
โจทย์ของ ปชป.จึงยากยิ่งกว่ายาก บางเรื่องค้านแบบไม่ดูตาม้าตาเรือก็เสียคะแนนอีก เช่น ค้านเรื่องค่าแรง 300 บาท ครั้นจะไปทำเรื่องปรับโครงสร้างค่าแรงทั้งระบบ มันก็ใช้หาเสียงไม่ได้ เพราะเข้าใจยากเกินไป
การปฏิรูป ปชป.จึงต้องวางยุทธศาสตร์กันใหม่ทุกภาคส่วน ต้องใช้เวลา และต้องอดทนรอ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านถ้าหยุดพักเรื่องที่เป็นเพียง "วาทกรรม" หรือ "เกมการเมือง" เอาไว้บ้างก็น่าจะดี
ส่วนการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคให้เป็น "ทางเลือก" ของประชาชนคนไทยในยามที่พรรคเพื่อไทยขาลง สิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มจากตัวหัวหน้าพรรค
ผมว่าหลังๆ คุณอภิสิทธิ์ไปไกล เพราะอยู่ในวังวนความขัดแย้งเสียเอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ท่าทีของท่านจึงออกจะขัดหูขัดตา และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน
ผมเข้าใจว่าคุณอภิสิทธิ์กำลังเครียด คิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว กลับมาโดนดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจากดีเอสไอ จะเคลื่อนไหวในสภาก็โดนเสียงข้างมากลากไป จะดีเบตกับนายกฯ ก็เจอยุทธวิธีหลบหลังฉาก ที่น่าเสียใจที่สุดคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาของนายกฯหรือของรัฐบาล แต่กลับมารุมด่าฝ่ายค้านที่พยายามตรวจสอบแทน แถมสื่อก็ไม่ค่อยเป็นใจด้วยอีกต่างหาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางเรื่อง ปชป.ก็เดินเกมพลาดเองด้วย
นี่คือสาเหตุของการ "หลุด" หรือ "รั่ว" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงขนาดพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาจนโดนด่าฟรีเหมือนฟุตบอลโดนฟรีคิก แทนที่จะได้คะแนน กลับยิ่งเสียคะแนน
ถ้าเข้าใจการเมือง งานนี้ต้องบอกว่า "ถอยดีกว่า" ดังที่พูดไว้แล้วว่าการเมืองมันไม่ใช่เรื่องความถูกต้องเสมอไป การอยู่ในตำแหน่งต่อเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของตนเองจะยิ่งเหนื่อย คดีความก็จะยิ่งเป็นข่าวกดดัน หากพ้นจากตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองไปเสีย แรงกดดันจะค่อยๆ น้อยลง
ผมว่าคุณอภิสิทธิ์เหนื่อยมามากแล้ว และได้สำแดงฝีมือให้ประจักษ์ไม่น้อยช่วงที่เป็นนายกฯ ในขณะที่ท่านมาจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้บริหารระบบบริษัท ไม่ได้รวยเป็นหมื่นล้านแสนล้าน จ่ายเงินเดือนให้ ส.ส.เหมือนใครบางคน ช่วงที่เป็นนายกฯก็มีทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติการเมือง แต่ก็ประคองมาได้ ประเทศไม่ได้ล่มสลาย ก็ต้องบันทึกชื่อท่านไว้ในประวัติศาสตร์เหมือนกัน...
ได้เวลา "หยุดพัก" เพื่อให้ "พรรค" เดินหน้าต่อไป เพื่อหยุดการเมืองกินรวบผูกขาดของอีกฝ่ายครับ!






