วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระบบพยากรณ์ จุดอ่อนบริหารน้ำ

กว่าหนึ่งเดือน ที่หลายอำเภอในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ต้องจมน้ำ ซึ่งยอมรับว่าปีนี้น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออก

เหนือความคาดหมาย แม้ว่าหน่วยงานอย่างคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะประเมินให้ระดับปัญหาเป็นเพียงเรื่องของการดำเนินการส่วนท้องถิ่น ยังไม่ใช่ปัญหาระดับประเทศ ทำให้อำนาจในการจัดการน้ำเป็นเรื่องของส่วนหน้า หรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดในการแก้ปัญหา

แต่ในระดับภาพใหญ่ทั้งประเทศ สร้างความสงสัยไม่น้อยว่า น้ำท่วมพื้นที่หลายอำเภอในภาคตะวันออกนานกว่าหนึ่งเดือน น่าจะเป็นปัญหาที่ กบอ.ส่วนกลางเข้าไปร่วมบริหารจัดการ หรือการตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ

ในเรื่องนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสพบอธิบดีกรมชลประทาน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ บอกว่า ระดับปัญหายังเป็นเรื่องของท้องถิ่น ซึ่ง กบอ.ได้ส่งส่วนหน้าหรือกรมป้องกันลงไปทำงานร่วมกับพื้นที่ แต่ในส่วนของกรมชลประทานเอง นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ลงไปช่วยระบายน้ำในพื้นที่ จึงได้ระดมเครื่องสูบน้ำเท่านี้ลงไปช่วยในพื้นที่

อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ต้องยอมรับว่าปีนี้ภาคตะวันออกน้ำมากจริงๆ เนื่องจากเจอร่องมรสุม แช่ในพื้นที่เดียวทั้ง 3 รอบ คือ ตั้งแต่วันที่ 19-20 ก.ย. ห่างอีกไม่ถึงสัปดาห์ก็เข้ามาอีกรอบ จนรอบสุดท้ายในช่วงต้นเดือนต.ค. ทำให้น้ำมากกว่าทุกปี

จะเรียกว่า ธรรมชาติกำลังแกล้งทดสอบฝีมือการบริหารน้ำ อาจจะไม่แปลกนัก เพราะว่าจากบทเรียนปี 2554 ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดูจะตื่นตัว จนผลักดันโครงการลงทุนน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำให้ปีนี้ธรรมชาติเปลี่ยนแนว แทนที่ฝนจะตกในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา แต่เบี่ยงไปตกในพื้นที่ภาคตะวันออกติดๆ กัน และต่อเนื่องจนน้ำในจังหวัดปราจีนบุรีมีมากกว่าเขื่อนป่าสักทั้งเขื่อน

จากเดิมที่วางแผนการจัดการน้ำ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเป็นหลัก เพราะว่าเส้นทางน้ำในพื้นที่นี้ผ่านเขตเศรษฐกิจสำคัญเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร หากเอาเจ้าพระยาไม่อยู่ กรุงเทพฯ ท่วมเหมือนกันกับปี 2554 แน่นอน เพราะว่าเป็นทางผ่านของน้ำลงทะเล ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในภาคอื่นๆ เป็นเรื่องรองลงมา

เหตุการณ์ในปีนี้จึงพิสูจน์ได้ว่า การบริหารจัดการน้ำ ยังมีปัญหาในเรื่องของระบบพยากรณ์ และข้อมูลที่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เพราะว่าน้ำท่วมภาคตะวันออกในปีนี้ถือเป็นเรื่อง "เหนือความคาดหมาย" แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาระบุว่าเป็นความแปรปรวนของสภาพอากาศก็ตาม

แต่ก็ต้องถือว่า บทเรียนของภาคตะวันออก เป็นเรื่องที่ กบอ. ต้องทบทวนมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการในการรับมืออุทกภัย และระบบพยากรณ์ ที่อาจจะต้องแม่นยำเท่าทันธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

ในเรื่องนี้ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่าบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ทำให้การจัดการปัญหาน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปีนี้ ทำได้ดีขึ้น แต่กลับกันในพื้นที่ภาคตะวันออกยังคงสาหัส จากที่ไม่ได้ประเมินสถานการณ์เอาไว้ก่อน

อาจารย์ก็ยอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ปริมาณฝนจากอิทธิพลของพายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำเปลี่ยน และการจัดการเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่ระบบเตือนภัยที่มีอยู่ยังไม่ดีพอ ฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องในรอบ 50 ปี ในพื้นที่ตะวันออกทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำและการระบายน้ำเพื่อลงทะเลก็ทำได้ไม่ดีนัก

ถึงตรงนี้คงต้องบอกว่า เกณฑ์การเตือนภัยของภาครัฐยังมีจุดอ่อน เนื่องจากได้กำหนดเกณฑ์เฝ้าระวังเป็นเกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ ขณะที่มีความแตกต่างของพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกวันนี้ที่ต้องรับน้ำท่วมกันหลายรอบ ควรจะปรับเกณฑ์การเตือนภัย และระบบพยากรณ์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน