เป้าหมายของบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ที่จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิ มีคุณภาพบริการติดอันดับ 1 ของโลก
ภายใน 6 ปี (2562) เป็นเรื่องน่ายินดี แต่จะทำได้แค่ไหนเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อเดือนที่แล้วว่าเป้าหมายแรกของการเอาชนะให้ได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าคือสนามบินชางงี ของสิงคโปร์ ที่กำลังขยับขยายตัวเพื่อไม่ให้ใครชิงแชมป์ของเขาได้
กรุงเทพฯ เป็นจุดกลางทางภูมิศาสตร์สำหรับเครือข่ายการบินอยู่แล้ว และในหลาย ๆ ด้านดีกว่าเพื่อนบ้านสิงคโปร์ และมาเลเซีย ด้วยซ้ำไป
แต่ความได้เปรียบของเราทางด้านที่ตั้งไม่อาจจะเอาชนะประสิทธิภาพของคนได้
นี่คือหัวใจของการก้าวเข้าไปสู่ความเป็นเลิศของทุกอย่างของไทย ในเวทีภูมิภาคเมื่อเกิด AEC ในอีกสองปีข้างหน้า
คุณพงษ์ศักดิ์ เสมสันต์ รองประธานกรรมการของ ทอท. บอกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่ง พบว่าสุวรรณภูมิของเรายังแพ้เขาอยู่ 3 ด้าน
•ด้านภาษาของบุคลากรยังเป็นรองและเสียเปรียบสิงคโปร์
•ความแออัด
•การให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก
ท่านบอกว่าเมื่อแผนการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 แล้วเสร็จ สามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มจาก 45 ล้านคนต่อปีเป็น 60 ล้านคนต่อปี ก็พร้อมจะแข่งขันอย่างเต็มที่และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ได้ เพราะไทยมีความได้เปรียบเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีคู่แข่งอยู่แล้ว
ตามแผนที่แถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทอท. จะเร่งปรับปรุงการบริหารจัดการสนามบินเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ผ่านเข้าออกได้รวดเร็ว
ตั้งเป้าให้ใช้เวลานับจากเครื่องลงจอดที่รันเวย์ จนกระทั่งผ่านออกจากสนามบิน ต้องเฉลี่ยไม่เกิน 15 นาที
สนามบินชางงี ของสิงคโปร์ เคยประกาศเป็นนโยบายว่าผู้โดยสารสามารถลงจากสนามบิน ผ่านตรวจคนเข้าเมือง และวิ่งออกไปขึ้นเที่ยวบินต่อไปได้ภายใน 8 นาที
เขาทำได้อย่างที่โฆษณาเอาไว้หรือไม่ไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ คือความสะดวกรวดเร็วของเขาเป็นที่ประทับใจของคนทั่วไปมากกว่าของสุวรรณภูมิ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะยกระดับของเราเป็นเบอร์หนึ่ง อย่างน้อยเริ่มที่อาเซียน และต่อไปทั้งเอเชียได้หากเรามุ่งมั่นและปฏิรูปวิธีคิดและวิธีทำงานได้จริงจัง
วิเคราะห์จากคำแถลงของฝ่ายบริหาร ทอท. แล้ว, ปัจจัยหลักของการปรับปรุงให้สนามบินนานาชาติของไทยเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่เรื่องสำคัญเรื่องเดียว...คือคน
เรื่องความสามารถในการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษของบุคลากรที่สนามบินไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะระดมทรัพยากรทั้งคนและงบประมาณบวกกับระบบการติดตามและตรวจสอบ
ทุกวันนี้คนไทยที่มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในวิชาชีพต่าง ๆ มีสูงกว่าเดิมมากพอสมควรแล้ว การฝึกฝนให้มีความคล่องแคล่วทั้งเรื่องภาษา และความเป็นกันเอง และความอบอุ่นในการต้อนรับเป็นวิถีปฏิบัติที่คนไทยดีกว่าสิงคโปร์ อย่างไม่ต้องสงสัย
โครงการฝึกภาษาและความรู้ความสามารถในการให้บริการ (service-mindedness) จะต้องไปพร้อมกันเพื่อยกระดับความประทับใจของผู้ใช้บริการที่ผ่านมาผ่านไปอย่างเป็นระบบ
สิงคโปร์ กำลังสร้างเมืองทันสมัยรอบ ๆ สนามบินให้กลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิง, การท่องเที่ยว, และการผ่อนคลายเพื่อจะแข่งกับเรา
การระดมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนสร้างเมืองรอบ ๆ สนามบินให้กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมพร้อมสรรพจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของแผนที่มีความสำคัญ
เพราะประเด็นเรื่อง “ความแออัด” และ “บริการอำนวยความสะดวก” เป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างเร่งรีบอยู่แล้วหากเราจะสร้างความสามารถของการแข่งขันขั้นพื้นฐาน
แต่นอกเหนือจากปัจจัยหลักเหล่านี้แล้ว การเพิ่มด้าน “หัวใจบริการ” และการสร้างเมืองอนาคตรอบ ๆ สนามบินจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะยืนอยู่อันดับต้น ๆ ของการบินพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้นี้
คนอื่นเขากลัวไทยเพราะเขารู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะเป็นที่หนึ่งได้, เราต่างหากที่ทำลายโอกาสของเราเองเพราะความเฉื่อยเฉย, ระบบบริหารที่ยังล้าหลังเพราะระบบราชการและผลประโยชน์การเมืองที่มาสร้างความสึกกร่อนให้กับการบริหารระดับชาติของเรา






