ไม่สูญเสียจากการวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์

ไม่สูญเสียจากการวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์

ตำราเล่มหนึ่งบอกไว้ว่าความสำเร็จของคนหนึ่ง อาจจะกลายเป็นการคุกคามของอีกคนหนึ่งได้เสมอ เพื่อนร่วมงานทำงานได้ผลดี

ถือเป็นความสำเร็จของคนนั้น ในขณะที่อีกคนหนึ่งย่อมจะมีโอกาสน้อยลงในการช่วงชิงตำแหน่งบริหารในหน่วยงานนั้น ความสำเร็จของคนหนึ่งจึงกลายเป็นการคุกคามการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของอีกคนหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น มนุษย์เราจึงสร้างกลไกป้องกันการคุกคามจากความสำเร็จของคนอื่นขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ การวิพากษ์วิจารณ์ให้ความสำเร็จนั้น ดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้ดีอย่างที่เป็นอยู่จริง การวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์นี้ นักปราชญ์บางท่านบอกว่าเป็นกลไกที่มาจากความริษยาในความสำเร็จของคนอื่นนั่นเอง

ซึ่งคนแต่ละคนควบคุมการตอบโต้การวิจารณ์ที่มาจากความริษยาแตกต่างกัน บางคนออกไปในทางโมโหท้าตีท้าต่อย วิจารณ์มา ฉันด่ากลับไป ซึ่งตอบโต้แบบนี้ไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นศัตรูถาวรที่จ้องทำลายอีกคนหนึ่งอย่างไม่ลืมหู ลืมตา คล้ายๆ กับที่เราเห็นสุนัขวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถไปไล่กัดอีกตัวหนึ่งโดยไม่สนใจว่ารถจะชน ตายไม่กลัวแต่กลัวไม่ได้กัดอีกตัวหนึ่ง การตอบโต้การวิจารณ์จากความริษยาแบบนี้ถือเป็นการตอบโต้ในระดับที่มีสำนึกต่ำสุด แต่น่าสนใจที่ว่าเป็นกลไกการตอบโต้ที่มีการใช้มากเท่าๆ กับการตอบโต้ในทางตรงข้าม คือ งานฉันดีแต่มีคนมาว่าย่ำแย่ ก็เอาแต่น้อยอกน้อยใจ ว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี นานวันเข้าเลยกลายเป็นคนที่ทำงานแบบกลัวความสำเร็จ ไม่คิดไม่ริเริ่มอะไรแล้ว กลายเป็นความสูญเสียอีกแบบหนึ่งกับหน้าที่การงานเพียงเพราะแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นคำแนะนำให้ปรับปรุงให้ดีขึ้นจริงๆ เป็นการติเพื่อก่อ หรือเป็นกลไกโต้ตอบกับความสำเร็จที่ตนสร้างขึ้นที่มาจากความริษยาของคนอื่น ดังนั้น จะทำการงานใดในวันนี้ ต้องรู้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียทางใดทางหนึ่งจากการวิจารณ์ที่มาจากความริษยาให้ได้

เมื่อใดก็ตามที่เราได้สร้างความสำเร็จใดๆ ขึ้นมา ให้ทำใจเตรียมพร้อมที่จะรับคำวิจารณ์จากความริษยาไว้ก่อน ถ้าโชคดีคือไม่มีการวิจารณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่ได้ทำใจตั้งรับไว้ก่อน ถ้าพบการวิจารณ์จากความริษยาเมื่อใด ให้เริ่มต้นด้วยการหยุดคิดสักนิดหนึ่งก่อนที่จะโต้ตอบออกไป หรือซ้ำเติมตนเองตามคำวิจารณ์นั้น หยุดคิดทบทวนให้แน่ใจว่าเป็นการวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์แน่ๆ ไม่ใช่ว่าตัวเราอ่อนไหวต่อการวิจารณ์มากเกินไปจนมองคำวิจารณ์ทุกอย่างเป็นการติเตียนอย่างไม่สร้างสรรค์ไปทั้งหมด หยุดแค่สองสามวินาที เราจะหยุดกลไกโต้ตอบการคุกคามจากการวิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติลงไปได้ ซึ่งการตอบโต้โดยอัตโนมัติมักเป็นไปในทางที่จะเกิดความสูญเสียกับตัวเราตามมาเสมอ หยุดคิดสักนิดว่าเราเคยได้ประโยชน์อะไรมาบ้างจากการรับฟังเสียงสะท้อนจากคนอื่น หากเราระลึกได้ว่าเคยได้ประโยชน์จากการที่คนอื่นมาสะท้อนให้ฟัง เราจะมองคำวิจารณ์ในทางที่เป็นบวกมากขึ้น หรืออาจจะมองเห็นความจริงว่าที่แท้ก็เป็นแค่วิจารณ์ที่มาจากความริษยาที่ไม่ควรจะต้องใส่ใจอีกต่อไป

หากไม่อยากสูญเสียจากความริษยาของคนอื่น ต้องหยุดคิดสักนิดก่อนตอบโต้การวิจารณ์ใดๆ

หากพบว่าเป็นแค่การวิจารณ์จากความริษยา ให้ระลึกไว้ว่าแท้จริงแล้วการโต้ตอบไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ กับตัวเราเลย แต่วันนี้เป็นกรรมเวรอย่างหนึ่งที่ผู้คนเชื่อว่าการไม่โต้ตอบคือการยอมรับว่าเป็นจริงตามคำวิจารณ์นั้น ดังนั้น ไม่โต้ตอบไม่ได้เสียแล้ว หนทางที่ทำได้คือต้องโต้ตอบไปในทางที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าผู้ที่วิจารณ์นั้นไม่ได้รู้เรื่องจริงจังกับงานที่เราสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความขอบคุณที่ผู้วิจารณ์ให้ความสนใจกับงานของเรา แล้วทบทวนในถ้อยคำที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ว่าผู้วิจารณ์กำลังบอกอะไรในประเด็นสำคัญใด เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ เราตั้งใจรับฟังคำวิจารณ์จนเข้าใจดีเพียงพอที่จะบอกกล่าวซ้ำได้ว่าคำวิจารณ์คืออะไร ตรงไหนของความสำเร็จของงานของเราที่ไม่ดีพอในความเห็นของผู้วิจารณ์ จากนั้นก็ถึงเวลาที่จะทำให้ผู้วิจารณ์จากความริษยา ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ด้วยการย้อนคำถามกลับบ้างว่าในประเด็นที่วิจารณ์ว่าไม่ดีนั้น หนทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร

คนที่ติเพื่อก่อจะมีคำตอบให้เสมอ แต่ถ้าเป็นแค่วิจารณ์จากความริษยาต่อความสำเร็จของเราแล้วจะไม่มีคำตอบสำหรับการปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่วิจารณ์ว่าไม่ดี ด่าอย่างเดียวโดยไร้ข้อเสนอแนะ ถ้าใจเย็นและอดทนเพียงพอในการตอบโต้ ไม่ช้าความจริงก็จะปรากฏให้ผู้คนได้ทราบอย่างแน่นอน โดยที่เราไม่มีการสูญเสียใดๆ จากการตอบโต้การวิจารณ์นั้น คนวิจารณ์จากความริษยานั้นต่างหากที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือของตนเองให้ลดลงไปเอง แต่พึงระวังอย่าให้กลายเป็นการถกเถียงในเรื่องเล็กน้อย เป็นการต่อปากต่อคำ เพราะคนด่าสรรหาเรื่องเล็กน้อยมาด่าได้ง่าย แต่คนทำกว่าจะอธิบายเรื่องหนึ่งได้นั้นต้องอธิบายกันยืดยาวมาก ๆ คนสร้างความสำเร็จจึงต่อปากต่อคำสู้คนริษยาที่ชอบด่าคนอื่นไม่ได้ การต่อปากต่อคำในประเด็นเล็กน้อย จะกลายเป็นความสูญเสียต่อการงานของคนที่สร้างความสำเร็จขึ้นมาได้ ในขณะที่เป็นชัยชนะของคนริษยา