ช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวของอินเดีย หรือจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงปลายฤดูมรสุมหรือฤดูฝนที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว
สำหรับฤดูมรสุมในอินเดียปีนี้ฝนตกก่อนกำหนดและต่อเนื่องมาตลอด ทำให้ปริมาณน้ำฝนในปีนี้มีมากกว่าปีที่ผ่านมาและยังคงตกลงมาเป็นของแถมให้อีกอย่างประปรายก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูมรสุมของปีนี้ ซึ่งพอหมดฝนก็จะย่างเข้าเขตหน้าหนาวซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่สำคัญของชาวอินเดีย
เทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญในขณะนี้ก็คือ เทศกาลนวราตรีหรือเทศกาลบูชาพระแม่อุมาเทวีหรือทุรคาเทวีเก้าปางในแต่ละคืนเป็นเวลา 9 คืน โดยแต่ละชุมชนจะมีการจัดงานบูชาและเต้นรำอย่างสนุกสนานเป็นเวลา 9 คืน ในปีนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 ต.ค. และจะต่อด้วยเทศกาลดัซเซห์ราในวันที่ 14 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่ 10 นับจากวันเริ่มต้นของเทศกาลนวราตรี เป็นการเฉลิมฉลองวันที่พระรามสามารถฆ่าทศกัณฐ์ได้ ถือเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าความดีสามารถชนะความชั่วได้ หรือกล่าวอย่างสุภาพก็คือ ธรรมะย่อมชนะอธรรม
ถัดไปอีกประมาณ 20 วันก็จะมีเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของอินเดีย คือ เทศกาลดิวาลีหรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง โดยเป็นการเฉลิมฉลองและต้อนรับการเสด็จกลับกรุงอโยธยาของพระราม นางสีดา และพระลักษณ์ หลังจากประสบความสำเร็จในการสังหารทศกัณฐ์และนำนางสีดาเสด็จกลับกรุงอโยธยาได้ โดยชาวอินเดียจะจุดประทีปโคมไฟกันทุกบ้านและถือเป็นเทศกาลสำคัญในการมอบของขวัญให้แก่กันและกัน ถือเป็นเทศกาลที่ประชาชนชาวอินเดียมีการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุดและเป็นที่หมายตาของบริษัทห้างร้านต่างๆ ในอินเดีย ในปีนี้จะอยู่ในช่วงวันที่ 1-5 พ.ย. โดยในวันแรกของเทศกาลดิวาลีเรียกว่า “ธันธีระ (Dhanteras)” จะเป็นวันที่ชาวอินเดียนิยมซื้อทองคำเข้าบ้านเพราะเชื่อว่าเป็นศิริมงคลที่จะนำความร่ำรวยและมั่งคั่งเข้าบ้าน
นอกจากนี้ หลังเทศกาลดิวาลีจะเป็นช่วงที่คนอินเดียนิยมแต่งงานกันมากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นช่วงมหามงคลสำหรับงานวิวาห์ของเหล่าชาวภารตะ ไม่ว่าเดินทางไปที่ใดก็จะพบการจัดงานแต่งงานทั่วไปหมด โดยช่วงที่นิยมที่สุดจะเป็นหลังเทศกาลดิวาลีไปจนสิ้นสุดฤดูหนาวประมาณเดือนมีนาคมของปีถัดไป หลังจากนั้นก็อาจจะยังมีการจัดงานอยู่บ้างประปรายจนกระทั่งถึงช่วงฤดูมรสุมที่จะชาวอินเดียจะไม่นิยมจัดงานแต่งงาน เนื่องจากไม่สะดวกในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงานซึ่งมักจะเป็นพื้นที่กลางแจ้งขนาดใหญ่และความไม่สะดวกในการจัดงานและการเดินทางของแขก เป็นต้น
การจัดงานแต่งงานในประเทศอินเดียถือเป็นพิธีการที่สำคัญที่สุดของทุกครอบครัว โดยในแต่ละปีครอบครัวต่างๆ ในศอินเดียมีการใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานรวมกันเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 8 แสนล้านบาท โดยเจ้าภาพแต่ละงานจะพยายามจัดงานแต่งงานของตนเองให้ยิ่งใหญ่และเป็นที่จดจำของทุกๆ คน ยิ่งถ้าหากเจ้าภาพเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับอภิมหาเศรษฐีของอินเดียด้วยแล้ว การจัดงานแต่งงานจะต้องถูกกล่าวขวัญในวงกว้างและเป็นที่จดจำของผู้คนกันไปนานแสนนาน
ตัวอย่างงานแต่งงานที่คนอินเดียยังไม่ลืมก็จะมีงานแต่งงานของบุตรชายประธานบริษัท ซาฮาร่า กรุ๊ป ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการในอาณาจักรของตนเองที่ Sahara City เมืองลัคนาว ในรัฐอุตตรประเทศ ด้วยเงินงบประมาณการจัดงานนับพันล้านบาท มีการเชิญแขกระดับสูงและบุคคลสำคัญของอินเดียไปร่วมงานกว่า 11,000 คน ส่วนอีกงานหนึ่งที่ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึงและยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนทั่วไปก็คือ งานแต่งงานของวาณิชชา มิตตาล บุตรสาวของนายลักษมี นิวาส มิตตาล เจ้าพ่อวงการค้าเหล็กของโลกชาวอินเดียที่มีกิจการอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับอมิต บาเตีย นายธนาคารจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งการจัดงานแต่งงานในครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นการจัดงานระดับสะท้านโลกจริงๆ เพราะสถานที่ที่ใช้ในการจัดงานคือ พระราชวังแวร์ซายส์ อันเลื่องชื่อของประเทศฝรั่งเศส ที่เจ้าภาพเข้าไปเช่าใช้เป็นสถานที่ในการจัดงานเฉลิมฉลองงานวิวาห์เป็นเวลา 6 วัน เรียกว่าถึงขั้นเหมาพระราชวังแวร์ซายส์มาจัดงานกันเลยทีเดียว โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งสิ้นเป็นเงิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 1.7 พันล้านบาท โดยมีการเชิญแขกระดับสุดยอดทั้งจากอินเดียและทั่วโลกไปร่วมงานด้วยจำนวนมาก นอกจากนั้น ก็ยังมีงานแต่งงานของดาราดังของบอลลีวู้ดและนักกีฬาชื่อดังของอินเดียอีกหลายรายที่จัดงานแต่งงานกันอย่างยิ่งใหญ่เป็นที่กล่าวขวัญถึงและเป็นที่จดจำของคนทั่วไปอยู่จนถึงทุกวันนี้
การจัดงานแต่งงานของคนอินเดียจึงไม่ใช่เรื่องของคู่บ่าวสาวเพียงสองคนที่จะมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของครอบครัวทั้งสองฝ่ายและการปฏิบัติตามประเพณีอินเดียอย่างเคร่งครัด แต่เหนือสิ่งอื่นใด การจัดงานแต่งงานของคนอินเดียโดยเฉพาะคนอินเดียที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมชั้นสูงจะเป็นเรื่องของการเฉลิมฉลองและการแสดงออกให้คนทั่วไปเห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของครอบครัวของคู่บ่าวสาวทั้งสองฝ่าย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าการจัดงานแต่งงานของคนอินเดียแต่ละงานจะยิ่งใหญ่อลังการและมีการแข่งขันประกวดประชันกัน อาชีพเกี่ยวกับการวางแผนการจัดงานวิวาห์หรือที่เรียกกันว่า Wedding Planner ในประเทศอินเดียจึงเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นที่ต้องการอย่างมาก เพราะเจ้าภาพแต่ละงานต้องการให้งานวิวาห์ของตนออกมาโดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากกว่างานวิวาห์อื่น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจการจัดงานวิวาห์ของอินเดียเติบโตมาโดยตลอดและเริ่มมีความนิยมออกไปจัดงานนอกประเทศมากขึ้นโดยประเทศที่เป็นจุดหมายหลักของคู่วิวาห์ชาวอินเดียก็คือ ประเทศไทย เหตุผลหลักๆ ก็คือ การจัดงานในประเทศไทยราคาถูกกว่าจัดในประเทศอินเดีย การเดินทางของแขกที่ไปร่วมงานก็มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเดินทางโดยทางเครื่องบินภายในประเทศโดยเฉพาะถ้าเป็นการเดินทางจากอินเดียทางฝั่งตะวันออกเข้ามาประเทศไทย การบริหารจัดการของโรงแรมในประเทศไทยดีกว่าและราคาถูกกว่าโรงแรมในประเทศอินเดีย การบริการของพนักงานคนไทยก็อยู่ในระดับยอดเยี่ยม และที่สำคัญการจัดงานวิวาห์ในต่างประเทศเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าภาพอยู่ในฐานะร่ำรวยและมั่งคั่งซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจของเจ้าภาพ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่ประการใดที่ประเทศไทยจะได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล “จุดหมายที่ดีที่สุดสำหรับการจัดงานแต่งงาน” หรือ “The Best Destination for Wedding” จากประเทศอินเดียมาสองปีซ้อนแล้ว
จากสถิติของสำนักงาน ททท. ณ เมืองมุมไบพบว่าคนอินเดียนิยมเข้ามาจัดงานแต่งงานในประเทศไทยปีละประมาณ 150 คู่ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ต่อปี โดยเฉลี่ยจะจัดงานครั้งละ 5-6 วัน ส่วนใหญ่นิยมมาจัดงานที่กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งการจัดงานวิวาห์แต่ละครั้งก็จะยิ่งใหญ่อลังการ มีการเชิญแขกจากอินเดียให้เดินทางเข้ามาร่วมงานในประเทศไทยจำนวนมากตั้งแต่ 200-400 คนต่องาน มีการใช้จ่ายเงินต่อคนเฉลี่ยวันละ 5,281.27 บาท ก็คิดดูแล้วกันว่าแต่ละปีคนอินเดียที่เข้ามาจัดงานวิวาห์ในประเทศไทย ได้นำเงินมาใช้จ่ายทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินภายในประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลขนาดไหน
งานวิวาห์อภิมหาอลังการของชาวภารตะจึงเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งรายได้เข้าประเทศที่สำคัญจากการเดินทางเข้ามาจัดงานวิวาห์ในประเทศไทยแล้ว ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในธุรกิจรับจัดงานที่เรียกว่า Event Organizer ก็น่าจะลองจับมือกับ Wedding Planner ของอินเดียเข้าไปใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดงานในอินเดียดูเหมือนกัน ถึงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก แต่ลองดูสักครั้งก็คงจะไม่เสียหายอะไร เพราะโอกาสเรื่องงานวิวาห์ในประเทศอินเดียยังมีอนาคตที่สดใส ยังไงๆ คนรักกันจะแต่งงานกัน อะไรก็ห้ามไม่อยู่แล้วครับ





