วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอบามา นัดแล้วไม่มา แต่ สีจิ้นผิง รุกถึงครัว

ตอนแรก พอมีเรื่อง “ปิดกิจการชั่วคราว” หรือ Government Shutdown ที่กรุงวอชิงตัน ประธานาธิบดี บารัก โอบามา

ประกาศยกเลิกแผนเยือนมาเลเซียและฟิลิปปินส์

อีกวันหนึ่งต่อมา ผู้นำสหรัฐก็บอกว่าไม่มาประชุมสุดยอด Apec ที่ บาหลี ของ อินโดนีเซีย และไม่มาร่วมประชุมสุดยอด Asean ที่บรูไนในสัปดาห์นี้

ถือได้ว่า เป็นอาการชะงักงันของนโยบาย “เคลื่อนแกนหมุนสู่เอเชีย” หรือ Pivot to Asia ที่ โอบามา เพิ่งประกาศเป็นแนวทางใหม่

ซึ่งแปลว่า ที่สหรัฐคิดว่าจะเล่นบท “คาน” อิทธิพลจีนในภูมิภาคนี้ ก็มีอันต้องเจอกับอุปสรรคขึ้นมาทันที

เหตุเพราะว่าวิกฤติการเมืองในประเทศ ที่มีผลต่างทิศทางนโยบายต่างประเทศของอเมริกา อย่างปฏิเสธไม่ได้

โอบามา จะตั้งใจเพียงใดก็ตาม ในอันที่จะแสดงว่าเขาต้องการให้ความสำคัญต่อเอเชียมากขึ้น แต่เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์หรือซีเรีย และความอลหม่านในรัฐสภาที่บ้านตัวเอง ทำให้การดำเนินนโยบายที่ว่านี้ต้องชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

เดิม โอบามา จะมาประชุมสุดยอดเอเปค ที่ บาหลี เพื่อได้พบปะกับผู้นำโลกอีกหลายคน โดยเฉพาะประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องจับเข่าคุยกัน ว่าด้วยประเด็นพิพาทในส่วนต่างๆ ของโลก ที่ทั้งสองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน

และต้องไม่ลืมว่า นายเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตพนักงานสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ที่เอาความลับราชการมาเปิดโปงนั้น ทุกวันนี้ยังเป็น “ผู้ลี้ภัยการเมือง” อยู่ในรัสเซีย ทั้งๆ ที่ อเมริกา ขอให้มอสโกส่งตัวมาให้

ตามแผนเดิมอีกเช่นกัน โอบามา จะเจอกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ของจีน เพื่อถกแถลงเรื่องของสองประเทศ และเรื่องราวของโลก ที่ทั้งสองชาติเห็นพ้องและต่างกันมากมาย

แต่เมื่อเกิดเหตุวุ่นวายในสภา จนไม่อาจจะรู้ว่าภาวะตีบตัน ที่ทำให้ต้อง “ปิดกิจการชั่วคราว” ไม่มีเงินจ่ายพนักงานของรัฐเกือบล้านคน และหน่วยราชการหลายแห่งต้องปิดประตู จนกว่าโอบามากับผู้นำพรรครีพับลิกัน จะหาทางประนีประนอมกันได้ โอบามา ก็ดูประหนึ่งว่าเป็น “เป็ดง่อย” ทางด้านนโยบายต่างประเทศต่อเอเชียขึ้นมาทันที

ย้อนกลับไปดูอีกที จะเห็นว่านี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ที่ โอบามา ต้องยกเลิกแผนการเดินทางมาเอเชียด้วยเหตุผลเดียวกัน...นั่นคือ ความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างทำเนียบขาวกับรัฐสภา ที่มีพรรคฝ่ายตรงกันข้ามมีเสียงข้างมาก

ผู้นำเอเชียที่รอให้ โอบามา มายืนยันด้วยตัวเองว่า ให้ความสำคัญกับเอเชียจริงๆ ก็คงจะต้องคิดทบทวนใหม่ว่าผู้นำมะกันคนนี้ ตกลงจะมีความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อเอเชียอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ...หรือไม่

เพราะว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า โอบามา เห็นเรื่องในประเทศสำคัญกว่าเอเชีย และทุกครั้งที่มีเรื่องประจันหน้ากันระหว่างทำเนียบขาวกับสภา เอเชียก็จะถูกผลักไปอยู่ระดับล่าง ๆ ของวาระเร่งด่วน

ตรงกับความเชื่อของนักรัฐศาสตร์บางคน ว่า All politics is domestic ซึ่งแปลว่า การเมืองทุกเรื่องล้วนเกี่ยวโยงกับประเด็นภายในประเทศทั้งสิ้น

แม้แต่นโยบายต่างประเทศก็กลายเป็นเรื่องภายในประเทศ เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศยิ่งใหญ่เพียงใด ลงท้ายก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง...สิ่งที่เรียกว่า “นโยบายต่างประเทศ” ก็หนีไม่พ้นว่าจะโยงกับผลประโยชน์ภายในประเทศ อย่างไร

มีการเปรียบเทียบว่า ขณะที่ โอบามา ยกเลิกแผนมาบาหลีของอินโดนีเซีย เราก็เห็นประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ไปเยือนอินโดนีเซียและมาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์กันอย่างคึกคัก

และนายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เค่อเฉียง ก็เยี่ยมเยียนประเทศไทย บรูไน และ เวียดนาม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วย

โอบามา จึงโดนมองว่าเป็นเพื่อนห่างไกล ที่มีปัญหาของตัวเองมากมาย จนเลื่อนนัดหมายพบปะกันบ่อยๆ

ส่วน สี จิ้นผิง มีภาพเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่อยู่ใกล้บ้าน มีเวลามาพบปะสนทนากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แม้ว่าจะมีปัญหาความระหองระแหงกับอาเซียนบางประเทศ แต่ก็อยู่ใกล้พอที่จะไปมาหาสู่เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้

หนีไม่พ้นว่า ผู้นำในเอเชีย จะรู้สึกเหมือนคำเปรียบเปรยของไทย ที่ว่า “รักแท้แพ้ใกล้ชิด” ในกรณีคบหากับผู้นำมะกันและจีน...วันนี้