กระทรวงพลังงาน เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) จำนวน 200 เมกะวัตต์
มีผู้สนใจเข้ายื่นเสนอขายอย่างล้นหลาม ทั้งรูปแบบบ้านเรือน และในกลุ่มของอาคารธุรกิจและโรงงาน ต่อคิวยาวเหยียดต้องจับสลากเพื่อจัดลำดับคิว โดยจะเปิดรับคำขอเสนอขายไฟฟ้าไปจนถึงวันที่ 11 ต.ค. ก่อนประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 14 ต.ค. นี้
หลังจากประกาศผล ผู้ที่ได้รับสิทธิมีระยะเวลาในการติดตั้งแผงโซลาร์ที่อยู่อาศัย ประมาณ 1 สัปดาห์ ในส่วนโรงงาน ประมาณ 1-3 เดือน แต่อาจมีข้อจำกัดในการติดตั้ง เพราะด้านที่อยู่อาศัยต้องนัดวันติดตั้งกับเจ้าของบ้าน จึงเป็นไปได้ยากที่จะติดตั้งให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะบางบ้านเจ้าของบ้าน อาจไม่สามารถลางานมาเฝ้าดูการติดตั้งได้ทุกวัน ทำให้อาจติดตั้งได้แค่ช่วงวันหยุดเท่านั้น
ด้านโรงงานก็มีปัญหาไม่แพ้กัน หลายโรงงานไม่อนุญาตให้ติดตั้งในช่วงเวลาทำงาน ทำให้ติดตั้งได้เฉพาะช่วงเวลากลางคืน หรือวันหยุด
ขณะที่เวลาบีบรัดหลังประกาศผล ต้องทำการติดตั้งและจ่ายไฟฟ้าให้ได้ในเดือนธ.ค. เหลือเวลาทำงาน 2 เดือนเศษ
แต่ประเด็นปัญหาไม่ใช่ว่าได้รับการคัดเลือกแล้ว สามารถทำงานได้ทันที ในส่วนของโรงงาน แน่นอนว่าต้องไปขออนุญาตใบรง.4 ไม่เช่นนั้น จะผิดกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม
ที่ยืนยันว่า การติดตั้งติดตั้ง 'โซลาร์รูฟท็อป' มีความจำเป็นต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัย และยังต้องมีการดูแลเรื่องวัตถุอันตราย ยิ่งเมื่อหมดอายุใช้งาน ดังนั้นจำเป็นต้องให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ถือว่าเป็นโรงงาน
ด่านใหญ่ ที่มีข้อจำกัดของการขออนุญาต รง.4 ในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ยากที่จะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในเดือนธ.ค. 2556 หากว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ยกเว้นให้ Solar Rooftop ไม่ต้องขออนุญาต รง.4 ก็อาจจ่ายไฟฟ้าไม่ทัน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม ยังยืนยันหลักการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาบ้านและอาคารพาณิชย์ (โซลาร์รูฟท็อป) หากเกิน 10 กิโลวัตต์ขึ้นไป จะต้องขอใบรง.4
ขณะที่ กระทรวงพลังงาน ยืนยันหลักการ ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะเน้นการอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง หรือเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจร (วันสต็อปเซอร์วิส)
ยืนคนละหลักการ ถือกฎหมายคนละฉบับ ทับซ้อนกันวุ่นวาย ในที่สุดอาจต้องเสนอให้ผู้ใหญ่มาเคาะ อาจไปจบที่คณะกรรมการกลั่นกรองเศรษฐกิจ ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องคลายบ่วงเชือก ผู้ปฏิบัติก่อน
ต้องแก้โดยขยายระยะเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไป ถ้าไม่ขยายมีโอกาสที่หลายโรงงานไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทัน ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ขายไฟฟ้า ต้องถูกยกเลิกสัญญา กระทบกับทุนที่เสียไปแล้ว
แต่ไม่ถือเป็นความผิดของผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากทั้ง 2 การไฟฟ้า หากไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 31 ธ.ค. 2556
เฉพาะหน้า อาจต้องขยายระยะเวลาออกไป เสียหน้าบ้างก็ต้องยอม
ที่สำคัญ...หน่วยงานรัฐ ต้องไม่สร้างความสับสนให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ทำมาหากินโดยสุจริต






