อยู่ดีๆ สิงคโปร์ก็ข้ามหัวประเทศไทย ไปจับมือลงนาม หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ กับเวียดนาม
ซึ่งรวมถึงการค้าการขาย และที่น่าสนใจคือ “ความร่วมมือทางความมั่นคง” อีกด้วย
ที่ควรจะเป็นประเด็นวิเคราะห์สำหรับรัฐบาลไทย และกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมของไทย คือ เวียดนามกับจีนมีปัญหากันอยู่ แต่กลับฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐ ทั้งๆ ที่เคยทำสงครามกันมายาวนาน
สิงคโปร์ มองทะลุว่า สหรัฐจะเข้าไปช่วยเศรษฐกิจและความมั่นคงของเวียดนาม อย่างคึกคักแน่นอน นายกฯ หลี่เสียนหลง จึงบินไปลงนามกับผู้นำเวียดนามเหงียนตันดุง อย่างใกล้ชิดสนิทสนมพร้อมประกาศว่า
“เราเห็นศักยภาพของเวียดนามที่จะเติบโตอย่างมาก สิงคโปร์ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้น...”
แปลว่า ขอมีส่วนทำมาหากินด้วย...เว้ากันซื่อๆ อย่างนี้แหละ
ข้อตกลงที่กินความกว้างขวางระหว่างสิงคโปร์กับเวียดนาม มีตั้งแต่ความร่วมมือทางการเงิน การธนาคาร และด้านกลาโหมกับความมั่นคง ตลอดไปถึงการศึกษา
และจะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านทหารและความมั่นคงกันอย่างเปิดเผยอีกด้วย
ไปตรวจข้อมูลแล้ว ก็จะพบว่าสิงคโปร์วันนี้เป็นนักลงทุนต่างประเทศในเวียดนาม อันดับสอง รองลงมาจากญี่ปุ่น เท่านั้น
ตั้งแต่สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงเมื่อ 40 ปีก่อน สิงคโปร์ ก็เข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง และเจาะช่องทางของการลงทุนอย่างไม่ลดละ ซึ่งต่างจากของไทยที่ไม่มีนโยบายชัดเจนจากรัฐบาล มีแต่เอกชนที่เข้าไปลุยเอง และต้องเผชิญกับอุปสรรคด้วยตนเองมาตลอด สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง ตามบุญตามกรรมแล้วแต่ความสามารถ และโอกาสของแต่ละคน
นี่คือ ความแตกต่างระหว่างวิธีการบริหารนโยบายในตลาดต่างประเทศ ระหว่างสิงคโปร์กับไทย และนี่คือเครื่องชี้ความสำเร็จและล้มเหลวของเราในเวทีสากลมาตลอด
สิงคโปร์ ไปร่วมทุนกับเวียดนาม สร้าง “นิคมอุตสาหกรรม” ใหญ่ 4 แห่งที่มีบริษัทกว่า 310 แห่ง ที่มีเงินลงทุนเกือบ 5.3 พันล้านดอลลาร์หรือเกือบ 160,000 ล้านบาท ที่ว่าจ้างคนงาน 110,000 คน
การร่วมทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมนี้ 49% เป็นของ Becamex IDC Corp ของเวียดนาม และ 51% เป็นกลุ่มบริษัท นำโดย SembCorp Industries Ltd
ผู้นำทั้งสองไปเป็นประธานร่วมในพิธีวางฐานสำหรับนิคมแห่งที่ 5 ที่จังหวัดกวางงาย ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดความร่วมมือไปอีกช่วงหนึ่ง
แน่นอนว่า จีน จะต้องมองความเคลื่อนไหวของสิงคโปร์ ในเวียดนาม อย่างสนใจยิ่ง เพราะในระหว่างการแถลงข่าวของผู้นำทั้งสองเมื่อสัปดาห์ก่อน มีการพูดถึงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ด้วย
แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงจีนอย่างเปิดเผย แต่ก็เป็นที่รู้ว่าเวียดนาม มีเรื่องระหองระแหงกับจีนในทะเลจีนใต้มายาวนาน และทุกวันนี้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ ดังนั้น เมื่อสิงคโปร์บอกว่าจะมี “ความร่วมมือทางความมั่นคง รวมถึงในทะเลจีนใต้ด้วย” ก็ย่อมจะต้องมีอาการตื่นตัวจากปักกิ่งไม่น้อยทีเดียว
นายกฯ หลี่เสียนหลง พยายามพูดเป็นกลางๆ ว่า “เราอยากเห็นการแก้ปัญหาด้วยความอดกลั้นและสันติ และดำเนินตามอนุสัญญากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และเราเชื่อว่าเสรีภาพในการเดินเรือมีความสำคัญที่จะต้องปกปักรักษาตลอดไป”
แต่ เวียดนาม คงจะหวังความร่วมมือจากสิงคโปร์มากกว่า เพียงแค่คำแถลงอย่างนั้น และจีน ก็คงเชื่อว่าในข้อตกลงที่ไม่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น คงจะมีอะไรมากไปกว่าแค่การเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่าง “อดกลั้น” เท่านั้น
คำถามของผม ก็คือ...ไทย อยู่ที่ไหนในสมการการทูตระหว่างประเทศ ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น...ขณะนี้?






