วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัสคำพิพากษา ชะตากรรมเขื่อนแม่วงก์

ฤดูกาลวิปริต หรือธรรมชาติลงทัณฑ์ บ้านเมืองเราเวลานี้หลายจังหวัด น้ำท่วมหนัก ผู้คนล้มตายเฉียดครึ่งร้อย

เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ หน่วยงานราชการมักเป็นข้ออ้าง เบิกจ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันภัยทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ถ้าเลียนแบบคำพูดนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะบอกว่า "ต้องบูรณาการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ" (ฮา)

ขณะที่โครงการป้องกันน้ำท่วมที่เป็นประเด็นสนใจของสังคมเวลานี้ คือ การสร้างไม่สร้าง "เขื่อนแม่วงก์"

เอ็นจีโอ บอกว่า รัฐบาลจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชน และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นไปตามที่ศาลปกครองกลางคำพิพากษา ส่วนรัฐบาล บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวตั้งคณะทำงานชุดใหม่ศึกษาให้เป็นไปต้องการ

ประเด็น "การรับฟังความเห็นประชาชน" ต่อโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบวิถีชีวิตประชาชน ผมอยากยกคำพิพากษาศาลปกครองจังหวัดอุบลราชธานี ที่เพิ่งตัดสินเมื่อ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ในคดีผู้ฟ้องคดี 185 คน ฟ้องโรงไฟฟ้าชีวมวล (แกลบ) ที่ อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี มาเป็นกรณีศึกษา

โครงการนี้ อ้างว่า มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ โดยการทำ "ประชาคมหมู่บ้าน" แต่ศาลเห็นว่า การออกใบอนุญาตตามกรณีพิพาท โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 บัญญัติว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ นี้

มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

มาตรา 66 บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

ประเด็นอยู่ที่ว่า ผู้ถูกฟ้อง ยืนยันว่าการประชุมประชาคมหมู่บ้าน มีการนำเรื่องการสร้างโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า เข้าสู่วาระการประชุมแล้ว

อย่างไรก็ดีคำพิพากษา บอกว่า นั่นเป็นเพียงการเปิดโอกาสให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับทราบ และเพื่อแสดงความคิดเห็นในเบื้องต้นเท่านั้น มิได้เป็นการทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด และการประชุมประชาคมหมู่บ้านครั้งนั้น เป็นการประชุมตามปกติ เป็นเรื่องแจ้งให้ทราบเท่านั้น มิได้มีการให้ข้อมูล คำชี้แจง เหตุผลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งโรงไฟฟ้า ทั้งในด้านข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ แก่ชุมชน และวิธีการที่จะแก้ไขป้องกัน

ประชาชนที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รับข้อมูลและคำชี้แจงที่เพียงพอ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการประชุม "รับฟังความคิดเห็นของประชาชน"

เมื่อยังไม่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้ถูกต้อง ถือว่ามิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงไฟฟ้าจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ถอดรหัสคำพิพากษาศาลปกครองในคดีนี้แล้ว ทำให้นึกถึงชะตากรรมโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เสียจริงๆ