background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ทำไมเพิ่งรู้ว่าเด็กประถม อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้?

ทำไมเพิ่งรู้ว่าเด็กประถม อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้?

เชื่อไหมว่า เราเพิ่งจะมีการประเมินอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ว่า นักเรียน ป. 3 และ ป. 6 ของเรา อ่านออกเขียนได้มากน้อยแค่ไหน?

ก่อนหน้านี้ ทำไมเราไม่เคยสำรวจตรวจสอบกันเลยหรืออย่างไร?

ผมเพิ่งฟังจากที่ คุณชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุจุฬาฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงถึงบางอ้อ...ด้วยความแปลกใจไม่น้อย

ท่านเลขาฯ กพฐ. บอกว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเครื่องมือที่จะวัดสมรรถนะ การอ่านออกเขียนได้ของเด็กประถมของไทย แต่ที่ผ่านมา “เราไม่ได้ทำอย่างเป็นเอกภาพทั่วทั้งประเทศ”

ภารกิจเรื่องนี้แต่ก่อนเป็นจุดเน้นให้นักเรียนชั้นประถม 3 “อ่านออกเขียนได้” ได้มอบให้เขตพื้นที่การศึกษาไปดำเนินการ

“บางเขต (พื้นที่การศึกษา) ก็มีความกระตือรือร้นประเมินตรวจสอบนักเรียนเป็นรายบุคคล แต่บางเขตก็ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ผลที่ออกมาจึงไม่ได้ผลชัดเจน...”

แต่คราวนี้เป็นการ “สแกน” ทั่วประเทศ ทำแบบปูพรม ใช้เครื่องมือกลางที่สำนักวิชาการได้จัดทำขึ้นและขึ้นเว็บไซต์ ให้ทางเขตการศึกษาได้โหลดไปใช้ในการประเมิน มีการนัดหมายเวลาพร้อมกันทั่วประเทศ คือ ระหว่างวันที่ 9-20 กันยายน ที่ผ่านมา

ดังนั้น ข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นครั้งแรกที่ได้รู้สภาพความเป็นจริงว่า เด็กนักเรียน ป. 3 และ ป. 6 ของไทยเราทั่วประเทศ มีสภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างที่ได้เขียนในคอลัมน์นี้ เมื่อวาน อย่างไร

คุณชินภัทร บอกว่า เมื่อข้อมูลออกมาเช่นนี้ รัฐมนตรีศึกษาฯ จาตุรนต์ ฉายแสง บอกว่า “ต้องยอมรับความจริง และต้องขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งหลาย ที่ยอมเปิดเผยตัวเลขที่เป็นไปตามความเป็นจริง เพื่อจะได้นำไปแก้ปัญหาต่อไป”

ที่ผ่านมา ความจริงไม่ปรากฏ ก็เพราะว่าข้าราชการในเขตพื้นที่การศึกษาไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ เพราะกลัวว่าตนจะถูกประเมินผลงานไปในทางลบด้วย เพราะว่าระบบราชการทำให้มีการปกปิดความจริงได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน...อย่างที่เห็นกันอยู่

แปลว่า ในอดีตที่ผ่านมา ภาพที่เราได้รับทราบ ข้อมูลทางการที่เราได้รับรู้ในเรื่องของคุณภาพการศึกษาของประเทศนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ภาพของความเป็นจริง เพราะว่าขึ้นอยู่กับระดับของความกระตือรือร้นของข้าราชการที่ต้องรับผิดชอบ

หากว่าระดับนโยบายรู้ไม่เท่าทันระดับปฏิบัติ ก็ไม่มีทางที่สังคมจะรับรู้ความจริงในภาพรวมและภาคเฉพาะจุด

และหากว่าความจริงไม่ปรากฏ การแก้ปัญหาก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งก็แปลว่า เรื่องราวที่ควรจะเปิดเผยก็ถูกปิดบังซ่อนเร้น และบ้านเมืองก็ตกอยู่ในภาวะมืดมนเช่นนี้ได้ตลอดไป

จนกว่าจะมีคนระดับนโยบายที่เอาจริง และลงไปถึงขั้นตอนของรายละเอียด

แต่เมื่อตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯ ปรับเปลี่ยนบ่อย ปัญหาของการขาดความต่อเนื่องจึงหนักหน่วงรุนแรง และข้าราชการประจำก็สามารถทำตนเป็น “เกียร์ว่าง” ทำตามนโยบายบ้างไม่ทำบ้าง เพราะรู้ว่าอีกหน่อยก็จะเปลี่ยนรัฐมนตรีและนโยบายก็จะเปลี่ยนไปอีกรอบหนึ่งอยู่ดี

ผมจึงหวังว่า คุณจาตุรนต์ จะเดินหน้าแก้ปัญหาที่ค้างคาเหล่านี้ อย่างคึกคักและเป็นรูปธรรม เพราะให้ความมั่นใจกับสังคมไทยทั่วไปว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะให้ความสำคัญกับตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯ มากน้อยเพียงใดหรือไม่

คนที่เชื่อว่าบ้านเมืองจะไปไม่รอดหากขาดคุณภาพการศึกษาของชาติ จะต้องระดมพลังของทุกภาคส่วนของประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะให้อยู่ในมือนักการเมือง...อย่างเดียว

ทุกส่วนของสังคม ต้องเข้ามามีส่วนร่วม...อย่างเร่งด่วนและเต็มกำลัง