วันก่อนมีโอกาสพบกับท่านผู้อ่านท่านหนึ่งโดยบังเอิญ
ได้รับทราบว่ามี Comment ในบทความเดือนที่แล้วว่าด้วยเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ท่านบอกว่าอ่านจบแล้ว ยังไม่จุใจ มีความรู้สึกว่า “ยังไม่สุดซอย” อย่างนั้นผมก็เลยเรียนไปว่าเดี๋ยวรออ่านเดือนต.ค.นี้ ผมจะว่าให้ "สุดซอย” ไปเลยว่างั้น เราเริ่มกันตอนนี้เลยนะครับ
คราวก่อนผมมีข้อแนะนำสังเกตอยู่หลายประการ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์มากเหมาะสมที่จะนำเอามา "รับใช้ปัจจุบัน” เป็นอย่างยิ่ง แต่ดูเหมือนว่า Comment ที่ได้ยังอยากจะให้ผมเล่าเรื่องที่เป็นสัญญาณเตือนให้มากขึ้น ดังนั้นขอเรียนเป็นประเด็นๆ ตรง ๆ เนื้อ ๆ เน้น ๆ เลยนะครับ
1.)วิกฤติคราวก่อนปี 2540 เป็นเรื่องของการ “mismanage” นโยบายเรื่องดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก คงจะไม่กล่าวในที่นี้อีก ในความเห็นของผมโอกาสที่เราจะมี “systemic risk” ในเรื่องดังกล่าวอีกคงจะเป็นไปได้ยาก เหตุผลสั้นๆ แต่มีน้ำหนักมากก็คือ ประการแรกอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบไม่มีความเสี่ยง (Risk Free Rate) ดำรงอยู่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว (meaningful existence)
ประการที่สองการหันมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวก็ทำให้การโจมตีเงินทำได้ยากและไม่คุ้ม "ที่จะทำ” ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนสามารถทำได้ดีกว่านี้ก็ตาม
2.)ผมมีความเชื่อว่าวิกฤติคราวหน้า (บอกไปแล้วในเดือนที่แล้วว่าไม่น่าจะเกินปี 2017) น่าจะมีต้นตอมาจากเรื่องอื่นมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดทางด้านการคลัง ยิ่งมีการยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่า จะดำรงวินัยทางการคลังอย่างมั่นคง ยิ่งทำให้ผมไม่มั่นใจมากขึ้น ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าใครเพียงทุกอย่างคงต้องดู”เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้น และดูเหมือนว่าหน่วยงานอิสระอื่น ๆ ก็ได้จับตาดูเหมือนกัน อาทิเช่นบริษัทจัดอันดับในต่างประเทศ เป็นต้น
3.) โดยทั่วไปการดำเนินนโยบายการคลังจะมีสององค์ประกอบเป็นสำคัญ ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐ (Government Expenditure; G) และการจัดเก็บภาษี (Tax;T) เมื่อใดก็ตามเมื่อ G=T ก็หมายถึงการดำเนินนโยบายแบบสมดุล(Balanced Budget)
หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลก็อาจจะใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary Fiscal Policy) การดำเนินนโยบายแบบนี้ตัว G ก็จะมากกว่า T และต้องหาเงินมาเพิ่มด้วยการกู้อย่างที่ผมได้เคยเรียนไว้การกู้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากเราสามารถหาเงินมาคืนเจ้าหนี้เขาได้ และเจ้าหนี้ยังคงมีความ "สบายใจ” ที่จะให้กู้อยู่ได้
4.) การใช้ Expansionary Fiscal Policy รัฐก็มีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวจะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แล้วมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย และเสียภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบของไทยที่ยังพึ่งพาภาษีขาย (Sales Tax) อยู่มาก ดังนั้นนโยบายที่ผ่านมายังคงมีจุดมุ่งหมายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเก็บภาษีได้ในภายหลัง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นที่น่าห่วงใยก็คือ หากการจัดเก็บภาษีทำได้ไม่ตามนัด ฐานะการคลังก็จะอ่อนแอลง และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งปฏิกิริยาลูกโซ่ก็จะเกิดขึ้นตามมา หากนึกไม่ออกไปทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นที่ กรีซ และไซปรัส แล้วมาเทียบเคียงดูมันไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่หรอก
5.) ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บอกข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นล้วน ๆ เมื่อความเชื่อมั่นเสื่อมถอย อะไร ๆ ก็ดูไม่ดีไปหมด เจ้าของเงินก็อยากได้เงินคืน เขาก็จะเร่งรัดการชำระหนี้ การปล่อยสินเชื่อก็จะเข้มงวดมากขึ้น
เจ้าหนี้ในทุกระดับไม่ว่าระดับลูกทุ่ง ลูกกรุง หรืออินเตอร์ ก็จะทำอย่างเดียวกัน ที่ได้บอกข้างต้น ใครพอจะ "ชักดาบ” ได้ก็จะไม่รีรอ ผู้คนก็จะตื่นตระหนก แห่ไปถอนเงินมาเก็บไว้ที่บ้าน (จำไซปรัสได้ไหมครับ) พวกอินเตอร์ก็จะขนเงินออกทั้งอินเตอร์จริงๆ (เจ้าหนี้ต่างประเทศ) และอินเตอร์จำเป็น (พวกที่มีเงินบาทเยอะ ๆ และเป็นเงินสดเป็นตู้คอนเทนเนอร์) ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในตลาดสว่างและตลาดมืด เงินก็จะหายไปจากระบบไปกองอยู่ที่แบงก์ชาติ ดอกเบี้ยก็จะพุ่งสูงขึ้น ที่เหลือก็ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน
6.) คราวก่อนได้กล่าวไว้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ก็ขอทบทวนเอาไว้ตรงนี้อีกหน่อยหนึ่งว่า ในยามวิกฤตสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สำคัญถึงสำคัญที่สุด และคงจะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเพิ่งมารู้ว่ามีวิกฤตแล้วถึงจะมาเตรียมสภาพคล่อง เพราะมันไม่มีทางทันหรอก
โดยปกติมันจะมีดัชนีบ่งชี้ให้เรารู้สึกตัวอยู่ล่วงหน้าพอควร ขอยกตัวอย่างเช่นเมื่อใดที่เจ้าหนี้เขาจะเริ่มหวั่นไหว (เมื่อ Credit rating แย่ลง) เมื่อใดที่สภาพคล่องเริ่มหดหาย (เมื่อแบงก์เริ่มไม่ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยสูงขึ้น) เมื่อใดที่เงินทุนไหลออก(เมื่อเงินบาทอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว แซงเงินทุกสกุล)
หวังว่าคราวนี้ผมได้ว่าจน "สุดซอย” แล้วนะครับ และทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับรู้ด้วย สวัสดี






