วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 ขั้วของเด็กยุคใหม่

ความต่างระหว่าง2ขั้วคือคนหางานกับงานหาคนดูจะยังหาสมดุลได้ยากยิ่ง ฝ่ายคนหางานรู้สึกว่าหางานที่ตรงกับความชอบและความเชี่ยวชาญของตัวเองไม่ได้เลย

ในขณะที่เจ้าของงานก็ไม่สามารถหาคนที่ตอบโจทย์ความต้องการได้เต็มที่

ความแตกต่างนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยค่านิยมอันผิดเพี้ยนของเด็กรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่ตามกระแสการลงทุนในตลาดหุ้นไปโดยไม่คิดหางานประจำทำเพราะเห็นตัวอย่างมากมายจากหนังสือที่ติดอันดับขายดีที่เขียนโดยนักลงทุนพันล้านหลายเล่มจนคิดเอาเองว่าการเป็นนักลงทุนน่าจะคุ้มค่ากว่าการหางานทำ โดยลืมคิดไปว่ายังมีนักลงทุนอีกมากมายที่ขาดทุนจากตลาดหุ้นไปมหาศาลแต่ไม่ได้เขียนหนังสือเอาไว้เท่านั้น

ภาพของเด็กกลุ่มนี้อาจมีบางส่วนที่ต้องการก้าวเข้าสู่การเป็นนักลงทุนจริงๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่หาทางลัดสู่ความมั่งคั่ง เพราะคิดว่าตลาดหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาพัฒนาตัวเองมากนัก จึงเร่งเรียนให้จบเร็วๆ แต่ไม่คิดทำงานหนัก

เด็กกลุ่มนี้อาจทำให้ภาคธุรกิจรู้สึกผิดหวังกับเด็กรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังมีเด็กอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีทั้งความคิดอ่าน มีทัศนคติที่ดี และพร้อมทุ่มเทเพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นรากฐานต่อไปในชีวิต

เด็กรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพจึงมองเห็นโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นจากเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เข้ามาเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากมาย จึงแสวงหาหนทางในการศึกษาวิจัย ค้นคว้าเพื่อสร้างสินค้า และบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองให้มากที่สุด

ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้จากการเป็นกรรมการประกวดแผนธุรกิจให้แก่หลายๆ สถาบันจึงได้พบกับเด็กจำนวนมากที่พร้อมทำงานหนักเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเอง แผนธุรกิจที่ผ่านการสำรวจและวิจัยเกือบทุกแผนจึงสะท้อนให้เห็นความทุ่มเทและความตั้งใจทำงานหนักเพื่อผลงานที่ดีที่สุด

ภาพของเด็กรุ่นใหม่ทั้งสองกลุ่มจึงเป็นภาพเดียวกันแต่อยู่คนละมิติ อยู่ที่การหล่อหลอมเขาในอดีตให้ออกมามีทัศนคติและมุมมองต่องานที่แตกต่างกัน เราจึงเห็นเด็กจบใหม่ที่ทำงานได้เฉพาะตามที่สั่ง ไม่สามารถริเริ่มทำอย่างอื่นได้เอง ต้องรอรับคำสั่งอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเชื่อได้ว่าเขาก็คงไม่มีความสุขกับงานมากนักเพราะงานที่ทำไม่สามารถสะท้อนตัวตนของเขาออกมาได้เลย

แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองเห็นโอกาสในการทำงาน ที่ได้ลองผิดลองถูกเพื่อสร้างประสบการณ์ให้ตัวเอง เด็กกลุ่มนี้จึงพร้อมทำงานหนักเพราะรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจลงทุนให้เขาได้เรียนรู้กระบวนการใหม่ๆ งานที่เขาทำจึงไม่ได้ทำไปตามคำสั่งแต่ทำเพราะอยากเรียนรู้ ผลงานที่ได้จึงเกินเงินเดือนที่ได้รับเพราะเขาทุ่มเทเพื่อพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กับทำผลงานให้บริษัท

ย้อนไปในอดีตการตกลงใจเริ่มทำงานที่ใด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนมักจะกลายเป็นเป้าหมายของชีวิตไปด้วยโดยปริยาย เพราะคนในยุคก่อนมักจะเริ่มทำงานและทำต่อไปอีกนับสิบๆ ปีจนเกษียณอายุ ภาพของการเติบโตไต่เต้าไปตามลำดับขั้นของหน้าที่การงานจึงเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปคุ้นเคย

แต่วิถีชีวิตดังกล่าวถูกลบเลือนหายไปแล้วในทุกวันนี้เพราะเด็กรุ่นใหม่นิยมทำงานระยะสั้นๆ เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่งานใหม่ที่รายได้สูงกว่า เราจึงเห็นคนทำงานในทุกวันนี้เปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นเกือบทุกๆ 1-2 ปีเพื่อรับเงินเดือนที่สูงขึ้นตลอดเวลา

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะบ้านเราแต่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้การเรียนรู้เชิงลึกในองค์กรต่างๆ หายไป คนรุ่นใหม่เหล่านี้ถึงแม้จะมีความหลากหลายในประสบการณ์สูง แต่หาคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ ได้น้อยมาก และองค์กรธุรกิจเองก็ไม่กล้าส่งบุคลากรออกไปเรียนรู้หรือลงทุนฝึกอบรมอะไรให้ เพราะเกรงว่าจะสูญเปล่า และหลายๆ แห่งก็เลือกที่จะเอาท์ซอร์สงานในหลายๆ แผนกออกไปเลยเพื่อตัดปัญหา

เรื่องนี้ยังมีแง่มุมอีกหลายด้านที่ต้องการนำมาเล่าสู่กันฟัง จึงต้องขอยกยอดไปไว้ใน ไอทีไร้พรมแดน ฉบับหน้านะครับ