ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีฮัสซัน โรวฮานี ของอิหร่าน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นประวัติศาสตร์ แม้จะยังไม่ได้เจอกันซึ่ง ๆ หน้า
เพราะครั้งสุดท้ายที่ผู้นำสองประเทศนี้สนทนากันคือเมื่อปี ค.ศ.1979 หรือเมื่อ 34 ปีก่อน
นั่นคือการพูดกันทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ กับพระเจ้าชาห์ โมฮัมเหม็ด เรซ่า พาห์ลาวี ก่อนที่จะถูกการปฏิวัติที่ประเทศนั้นโค่นระบบกษัตริย์ลง
ผมถือว่าประวัติศาสตร์โลกฉากใหม่ที่อเมริกากับอิหร่านพูดจากันรู้เรื่อง และเลิกการเผชิญหน้ากัน หันมาหาทางอยู่ร่วมกัน ลดโอกาสความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ต้องถือเป็นปราฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
และน่าติดตามให้กำลังใจไม่น้อยไปกว่าการที่ประเทศพม่า เปิดศักราชใหม่ด้วยการปฏิรูปทางการเมือง กลุ่มนายทหารยอมถอยไปข้างหลังเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงปกครองตนเองมากขึ้น
อิหร่านก็กำลังส่งสัญญาณความพร้อมที่จะเปลี่ยนนโยบายต่อโลกตะวันตกซึ่งย่อมหมายความว่าผู้นำศาสนาที่มีอิทธิพลสูงยิ่งในประเทศก็พร้อมจะประสานกับผู้นำทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานในเวทีโลก
นั่นย่อมแปลว่าสหรัฐฯ จะต้องแสดงตนเป็นผู้ใหญ่ และต้องใจกว้างพอที่จะรับฟังแนวทางของผู้นำอิหร่านคนใหม่ที่หนีไม่พ้นว่าจะต้องเจอแรงเสียดทาน และต่อต้านจากกลุ่มการเมืองและศาสนาที่ไม่เห็นด้วยกับการจับมือคืนดีกับสหรัฐฯ
เป็นความกล้าหาญของผู้นำอย่างนายพลเต็งเส่ง แห่งพม่า และโรวฮานี แห่งอิหร่านที่กล้าฉีกแนวออกมาเพื่อยื่นมือเจรจาหาทางลงจากการเผชิญหน้าระหว่างตนกับส่วนอื่นของประชาคมโลก เพราะกลุ่มผลประโยชน์ที่ฝังรากทั้งสองประเทศย่อมจะต้องไม่พอใจที่จะเปิดประเทศให้กว้างขึ้น และคบหาอดีตศัตรูที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศจะไม่เผาผีกันด้วยซ้ำไป
สายเหยี่ยวในประเทศ และกลุ่มต่าง ๆ ที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากนโยบายแข็งกร้าวย่อมไม่ยอมให้มีความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ
แต่ผู้นำที่กล้าหาญและวิสัยทัศน์กว้างไกลย่อมตระหนักว่าอนาคตของประเทศจะมืดมนหากไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อนำพาประเทศออกจากวังวนเดิม ๆ แห่งการปะฉะดะกับประเทศอื่น
ทั้งพม่า และอิหร่าน ประชาคมโลกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมายาวนาน และผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความหนักหน่วงรุนแรงต่อเนื่อง มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป และทำให้เสียโอกาสที่จะพัฒนาชาติบ้านเมืองของตนเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างเห็นได้ชัด
ในทำนองเดียวกัน หากย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เติ้งเสี่ยวผิง ของจีนก็อยู่ในภาวะเดียวกันเมื่อต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจให้เปิดกว้าง ไม่เดินตามเส้นทางเดิมของคอมมิวนิสต์ที่ปิดตัวเอง ไม่คบค้ากับคนอื่น จนประเทศจีนตกอยู่ในภาวะถดถอย ไม่อาจจะมองเห็นอนาคตได้
แม้เหมาเจ๋อตุง จะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการยอมให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน มาเยือนจีนเพื่อเปิดสัมพันธ์ใหม่ แต่เติ้งเสี่ยงผิง คือผู้นำจีนที่หันเหทิศทางของจีนสู่โลกกว้างอย่างมีนัยสำคัญ
โอบามา บอกหลังจากพูดโทรศัพท์กับโรวฮานี ประมาณ 15 นาทีว่าได้มีการสนทนากับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ข่าวบอกว่ามีล่ามช่วยแปลให้ทั้งสองผู้นำระหว่างการแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วย
ผู้นำมะกันยอมรับว่ายังมีอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่ข้างหน้า และไม่มีอะไรรับรองว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จ แต่เขาก็เชื่อว่าสหรัฐฯกับอิหร่านจะสามารถบรรลุความเข้าใจที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างกว้างขวางได้
ความจริง ผมลุ้นก่อนหน้านี้ว่าโอบามา กับโรวฮานี จะพบกันที่สหประชาชาติ แต่ดูเหมือนผู้นำอิหร่านจะยังไม่พร้อมสำหรับการเจอกันสองต่อสองอย่างนั้น
ที่น่าแปลกใจคือโรวฮานี เป็นคนติดต่อขอคุยทางโทรศัพท์กับโอบามา ก่อนจะออกจากการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก
ที่น่าสนใจพิเศษสำหรับผมคือโรวฮานี เล่นทวิตเตอร์ด้วย และก่อนที่โอบามา จะแถลงข่าวเรื่องนี้ที่ทำเนียบขาว ผู้นำอิหร่านได้รายงานการพูดคุยของเขากับโอบามาผ่านทวิตเตอร์อย่างคึกคักแล้ว
@HassanRouhani บอกเล่าถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ @BarackObama ผ่านทวิตเตอร์อย่างน่าทึ่ง
นี่คือ digital diplomacy ยุคใหม่โดยแท้
ผมจะไม่แปลกใจเลย หากครั้งต่อไป ผู้นำอิหร่าน กับสหรัฐฯ จะพูดคุยกันผ่าน Skype อย่างเปิดเผยโปร่งใสและเห็นหน้าเห็นตากันอย่างชัดเจนแจ่มใส
ติดต่อพูดคุยและต่อรองกันผ่านสื่อ social media กันคล่องแคล่วอย่างนี้ จะทำสงครามไปทำไม?






