วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สแกนภาพในใจ เจเน็ต เยลเลน

สำหรับเจเน็ต เยลเลน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดคนปัจจุบัน ต้องบอกว่าเส้นทางบนถนนสู่ตำแหน่งประธานธนาคารกลางของเธอที่มีโอกาสสูงมากในขณะนี้

เหมือนจะมาจากฟ้าลิขิตมากกว่าเป็นความตั้งใจจากตัวเธอเองอย่างแท้จริง

ขอเริ่มจากด้านภูมิหลังก่อน เธอเติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางชาวยิวในย่าน บรู้คลิน นิวยอร์ก คุณพ่อเป็นหมอที่เปิดคลินิกเองในบ้าน ส่วนคุณแม่เป็นคุณครูโรงเรียนประถมศึกษา ที่ได้ลาออกมาเลี้ยงดูเธอและพี่ชาย เธอเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีทุกวิชา ได้เข้าเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยบราวน์ และ ระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเยล ร่วมกับคนดังอีก 2 ท่าน ได้แก่ เจมส์ โทบิน และ โจเซฟ สติกลิตซ์ ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล โดยโทบินได้กล่าวชมเยลเลนว่าเข้าใจอำนาจและข้อจำกัดของกลไกตลาดเป็นอย่างดี

ต่อมาเธอได้มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัย ทว่าก็มีอันต้องย้ายไปทำงานที่ซาน ฟรานซิสโก หลังจากได้พบรักและแต่งงานกับศาสตราจารย์ที่มาทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยของเธอนามว่า จอร์จ แอคเคลอฟ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล งานวิจัยที่ออกมาอย่างมากมายในช่วงทศวรรษที่ 80 มาจากการทำงานภายใต้สโลแกน "แอคเคลอฟคิด เยลเลนทำ" จนกระทั่งตอนที่เธออายุ 48 ปี ได้รับโทรศัพท์จากทำเนียบขาวให้ไปรับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งจากนั้นเธอก็ทำงานในสายนี้เรื่อยมาจนดำรงตำแหน่ง รองประธานเฟดในตอนนี้

แม้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รอบรู้และเข้าใจกลไกการทำงานของเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ทว่าคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยกับตัวของเยลเลน คือ เธอจะเข้มแข็งพอสำหรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเปล่า เนื่องมาจากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดของเธอ กล่าวว่าเธอเหมือนจะมีความอบอุ่นและอ่อนโยนให้กับคนที่อยู่ใกล้ชิดเธออยู่เสมอ รวมถึง ตอนที่เธอทำงานในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ก็เป็นช่วงที่ไม่ง่ายนักสำหรับตัวเธอเอง สิ่งนี้อาจทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ตัดสินใจไม่เสนอชื่อเธอสำหรับตำแหน่งประธานเฟดในตอนต้น

คราวนี้ หันมาดูความคิดทางด้านเศรษฐกิจของเธอบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการลดขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE Tapering นั้น เธอมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ไว้พิจารณาอยู่ 4 ชุด แต่ก่อนไปถึงตรงจุดนั้น เธอกล่าวว่าเวลาที่พิจารณาว่าจะลดขนาด QE หรือไม่นั้น เธอจะดู หนึ่ง ข้อมูลในลักษณะเชิงคุณภาพด้วย มิใช่เชิงปริมาณเท่านั้น สอง ภาพในอนาคตของตลาดแรงงาน มิใช่มองเพียงว่าตัวเลขในปัจจุบันดีขึ้นกว่าในอดีตมากน้อยเท่าไร และ สาม พิจารณาว่าการซื้อหรือขายสินทรัพย์ของเฟดจะก่อให้เกิดประโยชน์ หรือมีค่าใช้จ่ายจากปฏิบัติการดังกล่าว แล้วถ่วงน้ำหนักดูว่าข้างไหนมากกว่ากัน มิใช่พิจารณาเพียงว่าข้อมูลตัวเลขการว่างงานเพียงเท่านั้น คราวนี้หันมาดูข้อมูลเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวที่เยลเลนจะนำมาพิจารณาเป็นพิเศษในการลดหรือเพิ่มขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

ข้อมูลชุดแรก ที่บ่งบอกถึงภาพในอนาคตของตลาดแรงงานเป็นอย่างดี ได้แก่ อัตราการว่างงาน ดังรูปที่ 1 ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มของอัตราการว่างงานตั้งแต่ปี 1978 หากอัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.5 หรือมากกว่านั้น เป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน โอกาสที่ 2 ไตรมาสต่อมาที่อัตราการว่างงานจะลดลงอีก มีโอกาสสูงถึงร้อยละ 75 อย่างไรก็ดี ในช่วง 1-2 ปีล่าสุด แนวโน้มดังกล่าวมักจะไม่เป็นเช่นนั้น อาทิ ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2011 และไตรมาสแรกของปี 2012 อัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.75 ทว่าอัตราการว่างงานก็หยุดลดลงหลังจากนั้นเป็นต้นมา สาเหตุหนึ่ง ก็คืออัตราการว่างงานลดลงเนื่องจากแรงงานได้ออกจากตลาดแรงงาน มิใช่อุปสงค์ของแรงงานได้รับการตอบสนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันเป็นที่มาของตัวเลขที่สอง ซึ่งเยลเลนพิจารณาเป็นพิเศษ

ข้อมูลชุดที่สอง ข้อมูลการจ้างงานภายในระบบเศรษฐกิจ ดังรูปที่ 2 เพื่อจะพิจารณาว่ามีการจ้างงานจริงหรือไม่ ทว่าก็มีข้อเสียที่มีการทบทวนตัวเลขของข้อมูลดังกล่าวในเวลาต่อมาอยู่บ่อยๆ อาทิ เดือนธันวาคม 2012 มีการทบทวนให้ปรับขึ้นถึง 647,000 คนเลยทีเดียว จึงมีการให้ความสนใจกับตัวเลขเชิงพลวัตในข้อมูลชุดที่สามและสี่

ชุดที่สามและสี่ ได้แก่ ปริมาณการจ้างงานในเดือนนั้นๆ และ ตัวเลขที่ผู้ใช้แรงงานตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานของตนเอง โดยหากตัวเลขการจ้างงานในเดือนหนึ่งๆ กระเตื้องขึ้นก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ในทางกลับกัน หากตัวเลขที่ผู้ใช้แรงงานตัดสินใจลาออกสูงขึ้น นั่นก็แสดงว่า แรงงานเชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาสู่ในตลาดแรงงานอีกครั้งได้ไม่ยาก

โดยสรุป คือ หากนางเยลเลน ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดขึ้นมาจริงๆ ก็เตรียมดาวน์โหลดและแปะรูปภาพทั้งสี่ไว้บนโต๊ะทำงานของท่านทุกเดือนได้เลยนะครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มใหม่ของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ