โลกน่าจะสงบขึ้น หากประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่าน ฮัสซัน โรวฮานี จับมือเจรจาสันติกับ บารัก โอบามา
แห่งสหรัฐฯ ตามที่ทั้งสองคนได้แสดงเจตนารมณ์ อย่างเปิดเผยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
การทูตระหว่างประเทศมีเรื่อง “เซอร์ไพรส์” อย่างนี้ให้ได้เห็นกันอยู่เสมอ
เพราะก่อนหน้านี้อิหร่าน กับอเมริกา เป็นศัตรูคู่แค้นที่ประกาศไม่เผาผีกันมาแล้ว เพราะมะกันอ้างว่าอิหร่านสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นผู้หนุนหลังการก่อเหตุร้ายที่มีสหรัฐฯเป็นเป้า
ผู้นำอิหร่านในอดีตรวมถึงอดีตประธานาธิบดี มะห์มูด อะห์มะดีเนจาด เป็นหัวหอกนำประเทศในตะวันออกกลางที่ต่อต้านสหรัฐฯอย่างแข็งขัน และยืนยันว่าจะต้องตามล้างตามผลาญอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสนิทสนมของวอชิงตันอย่างถึงที่สุด
แต่อยู่ดี ๆ หลังการเลือกตั้งเดือนมิถุนายน และฮัสซัน โรวฮานี ซึ่งดำเนินนโยบายสายกลางขึ้นมาเป็นผู้นำอิหร่าน, นโยบายก็เปลี่ยนไปในทางผ่อนปรน เปิดทางพูดจากับสหรัฐฯ
เหตุหนึ่งเป็นเพราะการที่สหรัฐฯเป็นแกนนำ ในการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน มีผลทางลบต่ออิหร่านไม่น้อย แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลอิหร่านจะเคยยืนยัน ว่าไม่สนใจมาตรการคว่ำบาตรของโลกตะวันตก แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
การที่โรวฮานี ยื่นมือขอเจรจากับโอบามา ถือเป็นการเปิดฉากแรกใน 34 ปีของความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรุดมา ตั้งแต่การปฏิวัติของอิหร่านที่โค่นกษัตริย์ชาห์ กันทีเดียว
วงการนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศ เรียกปรากฏการณ์ใหม่ของผู้นำอิหร่านคนใหม่ว่าเป็น “Op-ed diplomacy” ซึ่งมาจากการที่นายโรวฮานี เขียนบทความเห็นไปตีพิมพ์ในหน้าบทนำของหนังสือพิมพ์ Washington Post เสนอให้มี “ความพัวพันที่สร้างสรรค์” ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
สร้างความฮือฮาในแวดวงการทูตสากลอย่างยิ่ง เพราะเป็นลีลาท่าทีใหม่ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดมาก่อน
ในจังหวะเดียวกัน ก็มีแถลงการณ์จากผู้นำศาสนาสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Ali Khamenei ที่มีน้ำเสียงประนีประนอมไปทางเดียวกัน นั่นคือข้อเสนอว่าถึงเวลาที่จะ “ยุติความขัดแย้งทางการทูต” อันยาวนานระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้แล้ว
ที่ผ่านมา ผู้นำอิหร่านถือว่าการเสนอทางออกประนีประนอมเป็นสัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอ แต่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่าท่าทีของประธานาธิบดีคนใหม่เป็น “ความผ่อนปรนของวีรบุรุษ”
เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าผู้นำใหม่ ทั้งด้านการเมืองและศาสนา ได้ตกลงกันแล้วว่าจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายต่อสหรัฐฯ และโลกตะวันตกเพื่อให้หลุดรอดจากภาวะตีบตันที่สร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาล และประชาชนอิหร่าน มาตลอด
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือคำประกาศของประธานาธิบดีโรวฮานี อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า
“อิหร่านจะไม่สร้างอาวุธทำลายล้างสูงรวมถึงอาวุธนิวเคลียร์”
และยืนยันว่าเขามี “อำนาจสมบูรณ์” ในการติดต่อกับโลกตะวันตก ไม่ต้องสงสัยว่าหากเขาทำข้อตกลงกับใครแล้ว จะมีอำนาจอื่นในประเทศมายกเลิกหรือเปลี่ยนกลับไปเหมือนเดิมอีก
โรวฮานี และโอบามา ต่างไปปราศรัยที่สหประชาชาติประจำปี แต่ยังไม่มีกำหนดจะพบกันสองต่อสองแม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศคือยอห์น แคร์รี่ และจาวาด ซาริฟ จะได้พบปะกันแล้วเพื่อปูทางไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม
โอบามา ตอบสนองท่าทีทางบวกจากเตหะราน ด้วยการประกาศว่าเขาจะใช้เวลาที่เหลือในตำแหน่ง เพื่อการแสวงหาหนทางปรับปรุงความสัมพันธ์กับอิหร่าน
ในคำปราศรัยต่อองค์กรโลก โรวฮานี ยังวิพากษ์นโยบายสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิบัติต่อปาเลสไตน์หรือการใช้เครื่องบินโดรน ในการจัดการกับศัตรู แต่ก็ชัดเจนว่าเขาสะท้อนถึงความพร้อมที่จะนั่งลงพูดคุยกับอเมริกาด้วยการบอกว่า
“เราสามารถจะตกลงกรอบของการบริหารความแตกต่าง...” โดยย้ำว่าจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความเท่าเทียมกัน”
ผมเห็นสัญญาณที่น่ายินดีในเบื้องต้น เพราะหากเจตนาของการปรองดองมีจริงแล้ว, ทุกอย่างย่อมเดินไปในแนวทางของการยุติความขัดแย้งได้
และหากสหรัฐฯกับอิหร่านเปิดประตูพูดคุยกันได้เมื่อใด, อุณหภูมิของโลกก็จะเย็นลงไปหลายองศาทันที






