ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทต่อสภาผู้แทนราษฎร และในสัปดาห์นี้สภาฯ กำลังมีการอภิปรายการแถลงผลงานในปีแรก
ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (23 สิงหาคม 2554-23 สิงหาคม 2555) ทั้งๆ ที่เวลาได้ผ่านมาแล้วถึง 2 ปี ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาขึ้นมาพูดถึงก็จะเป็นเรื่องของการสร้างหนี้สาธารณะให้กับประเทศเพราะในรอบ 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้สร้างหนี้สาธารณะแล้วถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท (1,000,000,000,000 บาท) ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศของประเทศ ณ เดือนมิถุนายน 2556 อยู่ที่ประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้จำนวนนี้ยังไม่รวม พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อการบริหารจัดการน้ำในวงเงิน 350,000 ล้านบาท และ พ.ร.บ. เงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งอีกมูลค่า 2 ล้านล้านบาทที่จะสร้างภาระหนี้ให้กับประเทศชาติและประชาชนไทยไปอีก 50 ปีข้างหน้าและหากรวมดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นอีก 3.16 ล้านล้านบาทแล้ว
สรุปรวมแล้วหมายถึงว่า รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้สร้างภาระหนี้ขึ้นรวมให้กับประชาชนอย่างน้อย 6.51 ล้านล้านบาท (1+2+0.35+3.16 ล้านล้านบาท หรือ 6,510,000,000 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นยอดการก่อหนี้ที่สูงกว่ารัฐบาล 27 ชุดที่ผ่านมาทั้งหมดรวมกันเสียอีก และสูงสุดของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งหากรวมหนี้โครงการรับจำนำข้าวที่ติดค้างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ไว้อีกประมาณ 500,000 ล้านบาท และในการบริหารในส่วนที่เหลืออีก 2 ปีข้างหน้าแล้ว ทำให้น่าเป็นห่วงว่าหนี้สาธารณะนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรและจะมีผลกระทบต่อฐานะการคลังและการบริหารจัดการหนี้ที่จะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง
ที่สำคัญกว่านั้นคือในการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2554 ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้มีโปสเตอร์ติดหราทั่วประเทศว่า “ล้างหนี้ประเทศ สร้างรายได้ประชาชน เอาความสุขที่เคยได้รับคืนมา” ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลเองน่าจะความละอายและมีสำนึกความรับผิดชอบต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ถึงความชอบธรรมของรัฐบาลในการสร้างหนี้ให้กับประชาชนคนไทย เพราะรัฐบาลมาแล้วก็จากไป แต่คนที่จะต้องรับผิดชอบก็คือประชาชนผู้เสียภาษีทั้งที่เป็นผู้เสียทางตรง คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกหักภาษีเงินได้ประจำรายเดือน หรือภาษีทางอ้อม ที่สำคัญๆ ได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิต ที่มีการปรับเพิ่มภาษี เช่น ภาษีเครื่องที่มีแอลกอฮอล์ ภาษีน้ำมันต่างๆ (ที่จัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน) ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีเองได้เคยประกาศในการปราศรัยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ว่าจะกระชากค่าครองชีพของประชาชนลงมาด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมันที่จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ภายในประเทศลดลงประมาณ 7 บาทต่อลิตร แต่จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังคงอยู่และยังคงจัดเก็บเงินจากน้ำมันเข้ากองทุนในอัตราที่สูงขึ้น จนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสูงในลำดับต้นๆ ของโลกและสูงกว่าประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกาเสียอีก
หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาลข้างต้น เป็นสิ่งสะท้อนถึงการขาดวินัยทางการคลังทำงานเกินขอบเขตอำนาจของตนเองในการผูกพันการใช้จ่ายของรัฐบาลในอนาคตจำนวนมหาศาล ที่สำคัญคือเป็นการประมาท และนำประเทศเข้าสู่ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างที่ปรากฏในหลายประเทศที่มีปัญหาหนี้ทั้งในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา สหรัฐอเมริกาหรือ สหภาพยุโรปที่เกิดวิกฤติสาธารณะที่มีผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก ที่ใช้เวลายาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วแต่สถานการณ์มีความก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้ามาก ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาที่ยังมีปัญหาติดมาไม่ว่า เรื่องหน้าผาทางการคลัง หรือการขอขยายเพดานหนี้ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกมาเป็นระยะจนถึงในปัจจุบัน และต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการเยียวยาวิกฤติที่เกิดขึ้นให้กลับคืนสู่ระดับปกติ
นักการเมืองสมควรจะต้องมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน ก็คงต้องหยุดและพิจารณาว่าสิ่งที่ท่านกำลังกระทำอยู่ถูกต้อง และชอบธรรมหรือไม่ในการที่จะก่อหนี้จำนวนมหาศาลนี้ให้กับประชาชนโดยการอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และอ้างว่าโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเพื่อพัฒนาความเจริญให้กับประเทศ และแน่นอนว่าหากถามว่าอยากได้รถไฟความเร็วสูงหรือไม่ ประชาชนเกือบทั้งหมดก็คงบอกว่าอยากได้ เหมือนกับการจะถามประชาชนว่าอยากได้บ้านคันแรกอยากได้รถคันแรกหรือไม่ หรือถามชาวนาว่าอยากได้โครงการประกันราคาข้าว 15,000 บาทต่อตันหรือไม่ แรงงานอยากได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันหรือไม่ ผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงเหล่านั้นย่อมอยากได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าได้มาจากความทุกข์ยากลำบากของประชาชนส่วนใหญ่หรือส่วนรวมอย่างไร
การลงทุนต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส ความถูกต้อง ด้วยว่าจะไม่ก่อปัญหาในอนาคต และนักการเมืองเองต้องมีรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคัดค้าน แต่ที่คัดค้านหรือต่อต้านกันคือสามารถหาเงินมาลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้หนี้ทั้งหมด ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้สัมปทานหรือการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือต่างประเทศได้






