เห็นขบวนเดินเท้ารณรงค์ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์ ที่นำโดย คุณศศิน เฉลิมลาภ แห่งมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร แล้ว
ทำให้เห็นว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้มีความรอบคอบของรัฐบาล แถมยังใช้งบมหาศาลจากการกู้ยืมอีกต่างหาก
จากการเคลื่อนไหวเล็กๆ ของคนเล็กๆ แต่มีการวางแผนและบริหารจัดการที่ดี ก็กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทรงพลัง ทั้งในเชิงเนื้อหาและการส่งต่อข้อมูล ผ่านทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียได้เหมือนกัน
น่าเสียดายที่การทำงานแบบนี้ไม่เกิดกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านที่ดีที่สุดของเมืองไทย เพราะไปเน้นใช้โวหารและการด่าทอเพื่อความสะใจเป็นหลัก
แต่ความสะใจไม่ได้แปรเป็นสาระ ไม่ได้แปรเป็นความน่าเชื่อถือ และไม่ได้ทำให้คะแนนในสนามเลือกตั้งดีขึ้น...
หลายๆ พื้นที่ที่ประชาธิปัตย์เอาชนะได้ เป็นเพราะประชาชนกลัวอีกฝ่าย "กินรวบประเทศ"
หลายเสียงที่เป็น "คนกลางๆ" ไม่ได้เป็นสาวกของฝ่ายใด จึงเรียกร้องให้ประชาธิปัตย์ปฏิรูปพรรคอย่างด่วน และหนึ่งในนั้นก็คือ คุณศศิน ซึ่งเคยเขียนเฟซบุ๊คแนะนำเอาไว้ โดยหัวใจข้อหนึ่งที่ คุณศศิน พูดก็คือประชาธิปัตย์ต้องทำงานกับภาคประชาชนให้มากกว่าเดิม
อย่าลืมว่าตอน คุณทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 ก็เดินสายพบปะพูดคุยและรับปากกับกลุ่มต่างๆ เอาไว้ว่าถ้าตนมีอำนาจจะเปลี่ยนแปลงแบบนั้นแบบนี้ เขาถึงได้คะแนนสนับสนุนจากทุกกลุ่ม แม้ต่อมาจะ "เบี้ยวสัญญา" หลายข้อจนปัญญาชนจำนวนหนึ่งส่ายหน้า แต่เขาก็ใช้ประชานิยมจนผูกขาดชัยชนะในสนามเลือกตั้ง
ถ้าประชาธิปัตย์จะสู้ก็ต้องสู้ตรงจุดนี้ ต้องดึงประชาชนกลับมา แต่การไปเกทับว่า "จะแจกมากกว่า" คงไม่ใช่คำตอบ ฉะนั้นน่าจะไปขยายผลในส่วนที่รัฐบาลก่อปัญหา แล้วเสนอโมเดลที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น การทำเวทีย่อยๆ จับเข่าคุยกับชาวนาว่า "ประกันราคา" ดีกว่า "จำนำ" อย่างไร เป็นรูปแบบการทำงานที่น่าจะเกิดขึ้น
หรือการตั้งคณะทำงานไปช่วยขยายผลการเปิดแผลทุจริตจำนำข้าวให้ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม รวมทั้งการตีแผ่ปัญหา "ของแพง" ในลีลาของ สรรเสริญ สมะลาภา เป็นการตรวจสอบรัฐบาลเชิงสาระ ที่น่าจะมีทีมของพรรคไปช่วยทำ ช่วยจัดอีเวนท์ ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียช่วยสื่อสารในวงกว้าง เรื่องไหนที่เข้าใจยากๆ ก็อาจทำเป็น "แอนนิเมชั่น" มาประกอบการแถลงข่าว (เหมือนกับกลุ่ม "รู้ สู้ flood" ทำตอนน้ำท่วมใหญ่)
เหล่านี้น่าจะดีกว่าไปเปิด "เวทีผ่าความจริง" ที่ระดมกันไปทั้งพรรค แล้วอารมณ์ก็พลุ่งพล่าน หลุดคำด่า คำหยาบ ทำให้เสียภาพเสียรังวัดกันไปเปล่าๆ
ได้ยินจากคนในพรรคว่า การเดินเกมแบบหมดหน้าตักเที่ยวนี้มีการทำวิจัยว่าจะทำให้พรรคได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่ม "ฮาร์ดคอร์" ไม่เอารัฐบาล ข้อมูลนี้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเลือกเล่นเกมนี้ ด้านหนึ่งบ้านเมืองจะยิ่งขัดแย้งหนัก เพราะเป็นการปลุกกระแสเพิ่มความเกลียดชัง ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะไม่ทำให้ชนะเลือกตั้ง เพราะคนเบื่อความขัดแย้ง เบื่อความรุนแรง
การใช้ม็อบล้มรัฐบาลจึงเป็นเรื่องยาก (จะว่าไปขนาดม็อบไล่รัฐบาลชุดที่แล้วมีคนตายไปร่วมร้อย รัฐบาลก็ยังอยู่ต่อได้) ฉะนั้นจุดชี้ขาดจริงๆ คือการคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง ด้วยการดึงกลุ่มที่ยังไม่ลงคะแนนให้ใคร หรือกลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย มาลงคะแนนให้ประชาธิปัตย์
การจะทำเช่นว่านั้นได้ต้องขายนโยบาย...และต้องเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เห็นข่าวประชาธิปัตย์แถลงโครงการ "ไทยเข้มแข็ง" ในท่วงทำนองของการทำงานเชิงตรวจสอบ คู่ขนานไปกับรัฐบาลที่กำลังผลักดันกู้เงิน 2 ล้านล้าน ก็ขอชื่นชมในความพยายาม แต่ต้องเดินหน้าต่อไป
ประชาธิปัตย์ต้องไม่ปฏิเสธว่าจำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองขนานใหญ่ (มาตั้งนานแล้ว) เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีดีอะไรมากมาย แถมยังก่อปัญหามากด้วย คนไม่พอใจก็มีอยู่มาก ทั้งเรื่องจำนำข้าว รถคันแรก แก้รัฐธรรมนูญ กู้ 2 ล้านล้าน หรือแม้แต่การที่นายกฯไม่สนใจงานสภา เอาแต่บินไปต่างประเทศ แต่ปัญหาก็คือทำไมไม่มีใครคิดว่าประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกที่ดีกว่ารัฐบาลเพื่อไทยเลย...
โจทย์ที่ต้องตีให้แตกอยู่ตรงนี้!






