ฝ่ายค้านบอกรัฐบาลว่าเป็น เผด็จการเสียงข้างมาก แต่บางคนในรัฐบาลชี้นิ้วกลับมาบอกว่าฝ่ายค้านนั่นแหละ
เป็น “เผด็จการเสียงข้างน้อย”
วาทกรรมเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยสึกกร่อนลงไปอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าผู้คนอึดอัดมากขึ้นทุกวันกับบรรยากาศการเมืองตีบตันที่เห็นอยู่วันนี้
ที่ว่าตีบตันเพราะคำว่า “ปฏิรูป” กับ “ปรองดอง” ไม่มีความหมายตามตัวอักษรอีกต่อไป และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากคำว่า “ถ่วงดุล” และ “การตรวจสอบผู้มีอำนาจ” เกิดจะหมดความหมายขึ้นมา เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมขณะนี้
เหตุของความหวั่นไหวมาจากแนวโน้มที่จะมีการทำลาย “องค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นหัวใจของการตรวจสอบผู้มีอำนาจในบ้านเมือง และหากกลไกแห่งการตรวจสอบถูกการเมืองเสียงส่วนใหญ่ทำลายล้างไป การเมืองไทยจะเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วและแน่นอน
หากเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ คำว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” ก็จะดังกระหึ่ม และข้อกล่าวหาเช่นนี้จะไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรมการเมืองธรรมดาอีกต่อไป
ไม่ต้องย้ำเตือน ก็ต้องสำเหนียกกันว่า คำว่า “ประชาธิปไตย” ในความหมายที่แท้จริง มิใช่เพียงแค่การเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อหย่อนบัตรเลือกตัวแทนของปวงชนเข้าไปออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองเท่านั้น
หากแต่รากศัพท์ของ democracy ย่อมหมายถึงวิถีชีวิตแห่งการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคมเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับคนหมู่มาก ขณะเดียวกันก็เคารพในเสียงส่วนน้อยและผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และเกิดเป้าหมายแห่งสังคมร่วมกัน
นั่นย่อมแปลว่า ในการตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไรของรัฐบาล จะต้องไม่คำนึงถึงเฉพาะกติกาพื้นฐาน ที่ว่าเมื่อมีเสียงข้างมากในสภาแล้ว จะเดินหน้าออกกติกาตามที่ผู้กุมอำนาจรัฐในขณะนั้น โดยไม่ถามไถ่ และให้ความสำคัญกับเสียงส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้ เพราะหากผู้ปกครองอ้างอาณัติเฉพาะวันเลือกตั้ง แต่ไม่ให้ความสำคัญแก่เสียงคัดค้าน และความเห็นอีกด้านหนึ่ง ก็ย่อมเท่ากับเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมความรู้สึกของคนส่วนน้อย ว่า พวกเขาไม่ได้มีผู้นำคนเดียวกับเสียงส่วนใหญ่
ความขัดแย้งของสังคมที่เกิดจาก “เผด็จการเสียงส่วนใหญ่” ย่อมนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นกบฏ ไม่ยอมรับกติกาและนำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่เราได้เห็นกันในหลายประเทศขณะนี้
เพราะว่าการแพร่หลายของ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” หรือ social media ในช่วงหลังนี้ เปิดทางให้ผู้มีเสียงข้างน้อยในสภา และส่วนย่อยของสังคมที่เห็นแตกต่างไปจาก “กระแสหลัก” ของสังคม สามารถจะสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง และตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องอาศัย “สื่อกระแสหลัก” เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ ตูนิเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และ กัมพูชา ปรากฏการณ์ของการลุกฮือของเสียงส่วนน้อย ที่ถูกอำนาจเบ็ดเสร็จ (ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเผด็จการทหาร หรือเสียงส่วนใหญ่เด็ดขาดจากกระบวนการหย่อนบัตร) กำหนดชะตากรรมมาตลอด กลายเป็นบทใหม่ของการเมืองที่ผู้ปกครองประเทศเหล่านั้น ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้
เมืองไทยเราหาได้เป็นข้อยกเว้นไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ คือ การเผชิญหน้าระหว่าง “เผด็จการเสียงข้างมาก” กับ “เสียงข้างน้อยที่พร้อมจะดังกระหึ่ม”
ข้างหนึ่งยืนยันว่า เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่มาจากสภา การตัดสินทุกอย่างด้วยการยกมือหรือกดบัตร ย่อมเป็นความชอบธรรม
อีกข้างหนึ่งย้ำเตือนว่า หากเสียงข้างมากตัดสินเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และดึงดันจะเดินหน้าโดยไม่ประนีประนอม และนำเอาความเห็นของฝ่ายต่อต้านเข้าพิจารณาด้วย สังคมประชาธิปไตยย่อมเกิดไม่ได้
เพราะว่าหลักพื้นฐานข้อหนึ่งของประชาธิปไตย คือ การหลอมรวมผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน เป็นแนวทางในการเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
ดังนั้น วลีที่ว่า “เผด็จการเสียงส่วนน้อย” จึงถูกเอ่ยขานขึ้น เพราะผู้คนที่รู้สึกว่าตนไม่มีหนทางที่จะให้ฝ่ายเสียงข้างมากต้องยอมรับความเห็นที่ขัดผลประโยชน์ของพวกเขาเลยก็จะแสดงออกด้วยวิธีการที่รุนแรง และใช้มาตรการขัดขวางที่เกินขอบเขตของกฎหมายและกติกาอันควร
นี่คือ “ทางแพร่ง” ของสังคมไทยวันนี้ ที่จะกลายเป็นวิกฤติหนักหน่วงยิ่งขึ้น หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เคารพเสียงส่วนน้อย และเสียงส่วนน้อยรู้สึกว่าตนจะต้องอยู่ในสถานะเช่นนั้นตลอดไป
อดีต นายกฯ อังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล เคยบอกว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด...แต่ยังไม่มีระบอบที่ดีกว่านี้” หรือจะว่าไปแล้ว ก็คือ ระบอบการปกครองที่ “เลวน้อยที่สุด”
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ โทมัส เจฟเฟอร์สัน เคยพูดจาประชดประชันไว้ว่า
“ประชาธิปไตย ก็คือ ระบอบการบริหารประเทศแบบม็อบ...ที่ยอมให้คน 51% ปล้นสิทธิของคน 49% เท่านั้นเอง”
หวังว่า...สังคมไทย จะไม่ตีความประชาธิปไตยผิดพลาดเช่นนั้น หาไม่แล้ว...สังคมย่อมจะไม่มีวันมีสันติสุขได้






