วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องทบทวน การทำอีไอเอ

ต้องชมเชยการเดินเท้าด้วยเวลา 13 วันกับ 388 กิโลเมตรของ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

กับเครือข่ายอนุรักษ์ 28 องค์กร เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์เป็นวิถีการแสดงออกที่งดงาม

แม้การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะมีทั้งเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนแต่การยืนยันจุดยืนเพื่อเสนอความเห็นและวิธีคิดของตัวเองเองด้วยวิธีการสันติสามารถเรียกพลังได้มากกว่าการปะทะด้วยความรุนแรงแน่นอน

อย่างที่ศศินบอกว่า เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านธรณีวิทยา และไม่ใช่ผู้รู้เรื่องของวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แต่พื้นที่ความรู้ รวมไปถึงการค้นคว้าหารือกับ ผู้รู้วิศวกรรมสถานทำให้เขามั่นใจว่า การสร้างเขื่อนแม่วงก์แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้

เพราะฉะนั้น เขาจะเลือกวิธีไหนที่จะบอกว่าผู้คนในสังคมได้ ประท้วงด้วยการชุมนุมเมื่อหันมองเพื่อนรอบตัวก็มีจำนวนไม่มากนัก การออกเดินเท้าเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนและความเห็นของพวกเขาในเรื่องนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่สะสมพลังได้มากกว่า

แม้ระหว่างทางจะมีความเห็นต่างแต่ท่าทีสันติและข้อมูลเหตุผลทำให้เขาผ่านความขัดแย้ง และการปะทะมาจนถึงจุดหมายที่ หอศิลป์กรุงเทพ คงต้องบอกว่า สิ่งที่ ศศินบอกว่า การเดินเท้าคือการสะสมพลังเป็นเรื่องจริงเพราะจากการเริ่มต้นเพียงไม่เกิน 20 คน วันนี้เขาสามารถระดมพลังได้หลายพันคน

อย่างที่บอกว่า เครือข่ายอนุรักษ์ 28 องค์กร และศศิน ใช้เหตุผลในการเดินเท้าด้วยประเด็นในเชิงเหตุผลมากกว่าที่จะประกาศว่าเขาคัดค้านการสร้างเขื่อน แต่ เขาเดินเท้าเพื่อจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพิจารณา อีไอเอ หรือ อีเอชไอเอ ของ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพราะ มีจุดอ่อนในทางวิชาการอยู่หลายประเด็น

ประเด็นแรกรายงานขาดทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่นๆ ละเลยข้อ มูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ประเด็นที่สอง พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งที่จะได้ประโยชน์มีเพียง 116,545 ไร่ รวมทั้งในรายงานก็ระบุชัดเจนว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด และยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำมากถึง 70-80% ที่ไหลลงมายังที่ราบ อ.ลาดยาว ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็สามารถบรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก เพียงแค่1%

ประเด็นที่สาม การปลูกป่าทดแทนที่ไม่มีการระบุพื้นที่ปลูกป่าว่าอยู่จุดไหน มีแต่คำนวณว่าจะได้ไม้และผลประโยชน์มากกว่าที่จะตัดไป ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นอกอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เกือบส่วนใหญ่มีแต่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ไม่น่าจะมีพื้นที่ใดสามารถปลูกป่าได้ถึง 36,000 ไร่ ที่สำคัญ

กระบวนการพิจารณาอีไอเอและอีเอชไอ ที่มีคำถาม ทำให้ต้องหันมาทบทวนวิธีการพิจารณารายงานว่า มีจุดอ่อนในการพิจารณาและถึงเวลาแก้ไขหรือยัง ซึ่งในเรื่องนี้มีโอกาสคุยกับ สนธิ คชวัตน์ อดีตเลขาธิการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และผู้เชี่ยวการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอ เนื่องจากเขาเป็นข้าราชการที่งานด้านนี้มานานในสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมก่อนลาออกไปเป็นเลขาฯองค์การอิสระ จนที่สุดเข้ามาช่วยงานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาพ

สนธิบอกว่า อีไอเอต้องแก้ไขหลายประเด็นเพราะกระบวนการพิจารณาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 จนปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ ในประเด็นของที่มา คณะกรรมการ

เป็นที่ทราบว่ากันดีว่า เป้าหมายของกฎหมายที่ให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบกฎหมายในการดำเนินการโครงการต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าข่ายต้องดำเนินการนั้นก็เพื่อว่า จะทำให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ด้วยความล้าสมัยของกฎหมายทำให้ อีไอเอ ที่เข้ายัง สผ. ปีละ 600 โครงการ ยังมีปัญหาในเรื่องของการพิจารณาทั้งเรื่องของความล่าช้า และเหตุผลทางวิชาการ

ประเด็นที่ สนธิบอกว่าควรจะแก้ไขมีหลายประเด็นแต่ที่สำคัญคือต้องแก้เรื่องของที่มาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการก่อนเพราะบุคคลเหล่านี้เป็นผู้พิจารณารายงานและให้ความเห็น ซึ่งเดิม สผ.จะเป็นผู้คัดเลือกเข้ามาและส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า ที่มาควรจะเปลี่ยนให้มีการเลือกที่หลากหลาย โดยไม่ใช่ สผ.เป็นผู้คัดเลือกอย่างเดียวเพราะทำให้มุมมองไม่หลากหลายเพียงพอ

ความจริงแล้ว การแก้ไขอีไอเอ เป็นเรื่องที่คุยกันมานาน ซึ่งไม่เพียงที่มาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หากหมายถึงการทบทวนจุดอ่อนที่เป็นปัญหาทั้งหมด