สอนผู้อื่นมามากในหลายวาระโอกาสและสถานที่ คราวนี้มาเป็นผู้เรียน ในฐานะ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ. 26)
ได้รับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษารุ่นก่อนหน้า และได้รับฟังการแสดงทัศนะต่อยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวโดย ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีประเด็นน่าสนใจเห็นควรหยิบยกมาแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่องราว
ประการแรก ทางคณะนักศึกษา วปอ. ได้เสนอแนวคิดการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งได้ผ่านกระบวนการจัดทำแผนที่เราคุ้นเคยกันดี อย่างที่นิยมเรียกกันย่อๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า SWOT (สวอต) นั่นคือ การมองในมิติทางด้านความเข้มแข็งศักยภาพของประเทศ มองไปถึงจุดอ่อน โอกาสและสิ่งที่จัดเป็นภัยคุกคามต่างๆ หลายเรื่องที่ได้ฟังและคล้อยตามส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้เข้าไปทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและการพาณิชย์ของประธานรัฐสภา จึงพบว่า ทั้งเรื่องของ “เกษตรโซนนิ่ง” ที่วันนี้ประเทศไทยก้าวหน้าถึงขั้นที่บรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งได้จับมือกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มสมาชิกอาเซียน (ASEAN) อย่างเวียดนาม เพื่อบรรลุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดรวมทั้ง ข้าวหอมมะลิ อันขึ้นชื่อลือชาของไทย จะส่งผลให้ปัญหาข้าวล้นตลาดเพราะแข่งกันผลิต แข่งกันส่งออกจะกลายมาเป็นวิธีการจัดการที่กำหนดเขตพื้นที่ในการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและความต้องการตามกำลังซื้อของตลาด และน่าจะทำให้ปรากฏการณ์ทางการเมืองทั้งการประท้วงเรียกร้องให้มีการแทรกแซงจากภาครัฐ และน่าจะทำให้เกษตรกรมีความหวังมีรายได้มากขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่จะต้องอาศัยความคิดนอกกรอบในการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์
ประการที่สอง ในแง่ของความคิดจะกำหนด “เงินบาท” ให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค ถือเป็นความคิดที่ท้าทาย และน่าสนใจว่าจะได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ได้จริงอย่างไร แต่สำหรับการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ สปป. ลาว เมื่อไม่นานมานี้ พบข้อเท็จจริงว่าหลายประเทศโดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และ เวียดนาม) นิยมใช้เงินสกุล “บาท” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาด สปป. ลาว ต้องทำโปสเตอร์ ป้ายประกาศ ในการรณรงค์ให้คนลาวหันมาใช้เงิน “กีบ” ด้วยถ้อยคำประกอบภาพที่ฟังดูน่ารักเหมือนหยิกแกมหยอกว่า “อยู่เมืองลาว ให้ใช้เงินลาว”
ประการที่สาม การที่ประเทศไทยประกาศตัวในการเป็น “เจ้าภาพ” หรือ “ผู้นำภูมิภาค (hub) ในหลายด้าน” อาทิ ศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การให้บริการทางด้านสาธารณสุข และ สุขภาพ กระทั่งการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ทางบก และ ทางอากาศ ถือเป็นสิ่งที่ต้องเร่งผลักดันส่งเสริม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เพราะภูมิประเทศและศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยเกื้อหนุนโอกาสในการเป็นผู้นำในหลายด้าน การเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน จะมีผลสืบเนื่องถึงสิ่งที่เรียกกันว่า supply chain หรือ ห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ จะได้รับผลหรืออานิสงส์ในทางบวกต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงจากประเทศผู้มีรายได้ปานกลางซึ่งเคยเป็นเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติและสังคมไทยมาระยะเวลาหนึ่ง มาเป็น ประเทศที่มีผู้มีรายได้สูงเป็นสัดส่วนใหญ่ คล้ายๆ กับการที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่า มาเลเซีย จะเปลี่ยนแปลงเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ในปี 2563
ประการที่สี่ ในแง่ของการรับมือกับภัยคุกคาม ที่พบว่า ความเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV ทำให้ประเทศมีภาระต้องดูแลเกื้อหนุนประเทศทั้งหลายดังปรากฏอยู่ในฐานะ “ผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ในฐานะศักดิ์ศรีความเป็นประเทศซึ่งมีขั้นของการพัฒนาที่เหนือกว่า และยังเป็นความคาดหวังของนานาชาติที่ต้องการเห็นการใช้ศักยภาพของไทยเพื่อการพัฒนาอย่างสันติและยั่งยืนให้กับประเทศที่กำลังเติบโตทั้งหลาย จึงเป็น “ภาระในบางส่วน และอาจนำไปสู่สภาวะภัยคุกคามในเชิง สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง” เนื่องด้วย การอพยพหลั่งไหลของแรงงาน อีกทั้งโรคภัยไข้เจ็บและความร้ายแรงของการก่อการร้ายที่ขยายตัวไปทั่วโลก
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันที่จะรับ “ข้อเสนอคำแนะนำของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งได้รับจากการศึกษาวิจัยตลอดหลักสูตรของเหล่านักศึกษาไปใช้ให้สัมฤทธิผล” ดังที่สื่อมวลชนได้กล่าวว่า “จะพลิกโฉมสภาวะความเสี่ยง ให้เป็นความมั่นคง” ซึ่งผมเชื่อว่าอีกหนึ่งปีเต็มๆ นับจากนี้ในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชาอาณาจักร ซึ่งเป็นที่รวมของบุคคลชั้นนำของประเทศในทุกสาขาอาชีพ และการเรียนรู้และประสบการณ์ต่างๆ จะทำให้ผมมีสิ่งดีๆ มานำเสนอในคอลัมน์นี้อีกเป็นจำนวนมาก






