วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

แอร์บัส A340-500 'บ่วงกรรม'การบินไทย

แอร์บัส A340-500 'บ่วงกรรม'การบินไทย

แม้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะมีเครื่องบินแอร์บัส เอ 340-500 ในฝูงบินเพียง 4 ลำ

แต่การมีอยู่ของเครื่องบิน 4 ลำดังกล่าวยังคงสร้างปัญหาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดเครื่องบินทั้ง 4 ลำถูกปลดระวางและจอดตากแดดตากฝนทิ้งไว้ที่สนามบินดอนเมือง จะใช้ทำการบินก็ไม่ได้ เพราะเป็นเครื่องบินพิสัยไกลพิเศษ ซดน้ำมัน แม้จะมีผู้โดยสารเต็มลำ 215 ที่นั่ง ก็ยังเหนื่อยที่จะทำกำไร

การบินไทยซื้อเครื่องบินดังกล่าวในราคาประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยลำละกว่า 150 ล้านดอลลาร์ โดยเครื่องบิน 3 ลำในจำนวนนี้ยังคงมีภาระผูกพันทางการเงิน เพราะจัดหาโดยวิธี Financial Lease

ที่ผ่านมาการบินไทยใช้แอร์บัส เอ 340-500 ให้บริการบินตรงเส้นทางกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก กลุ่มเป้าหมายคือนักธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะใช้เวลาบินเพียง 15 -16 ชั่วโมง เหนือกว่าคู่แข่งคือสิงคโปร์ แอร์ไลน์ แต่จากการที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ของการบินไทยเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ต้องการความรีบเร่งต่างจากสิงคโปร์ที่มีผู้โดยสารที่เป็นนักธุรกิจสูงกว่า ปริมาณผู้โดยสารของการบินไทยในเส้นทางนี้จึงต่ำกว่าเป้าหมาย ประกอบกับราคาน้ำมันในช่วงนั้นปรับตัวสูงขึ้นมาก ผลประกอบการเส้นทางนี้จึงติดลบมาโดยตลอด

ในที่สุดการบินไทยต้องยกเลิกให้บริการ บินตรงกรุงเทพฯ-นิวยอร์กในเดือนก.ค.2551 หรือ 3 ปีนับจากเปิดให้บริการในเดือนพ.ค.2548 เพราะไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนต่อไปได้หลังจาก 3 ปีที่ให้บริการมีผลขาดทุนสะสมถึง 7 พันล้านบาท... และแน่นอนว่าความเสียหายที่ว่านี้ไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร บอร์ด รัฐมนตรี หรือรัฐบาลในยุคนั้น แค่บอกว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปจากในช่วงที่วางแผน จากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัญหาราคาน้ำมัน...แค่นี้จบ!

ปัญหาคือจะทำอย่างไรกับแอร์บัส เอ 340-500 เพราะจุดประสงค์ของการซื้อเครื่องรุ่นนี้คือใช้บินตรงกรุงเทพ-นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางบินระยะไกล ที่ผ่านมาบอร์ดการบินไทยมีมติให้ขายเครื่องบินทั้ง 4 ลำนี้ตั้งแต่ปี 2551 แต่จนถึงขณะนี้ยังขายไม่ได้ ล่าสุดวันที่ 24 ก.พ.2555 บอร์ดมีมติให้ปลดระวางเครื่องบินเจ้าปัญหาทั้ง 4 ลำนี้แล้ว

สาเหตุที่ยังขายแอร์บัส เอ 340-500 ไม่ได้ เพราะเครื่องรุ่นนี้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว สายการบินที่สั่งซื้อต่างทยอยปลดระวางจอดรอขาย แม้กระทั่งสิงคโปร์ แอร์ไลน์ซึ่งมีเครื่องรุ่นนี้ 5 ลำยังขายคืนผู้ผลิตเพื่อแลกกับการซื้อเครื่องรุ่นอื่นที่ใช้งานได้คุ้มค่ากว่า หลังจากปรับปรุงเครื่องให้เป็นชั้นธุรกิจทั้งลำแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าการขายแอร์บัส เอ 340-500 ในราคาตลาดหรือราคาตาม Book Value เป็นได้แค่"ฝัน" แต่ผู้รับผิดชอบต้องกล้าตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร จะยอมตัดใจขายเพื่อลดภาระหนี้ และชี้แจงสังคมว่าจะเป็นผลดีต่อการบินไทยอย่างไร หรือจะขายคืนผู้ผลิตแลกกับการซื้อเครื่องรุ่นใหม่... ทุกอย่างนี้ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว หากจอดทิ้งไว้ต่อไปมูลค่าเครื่องบินจะลดลงต่อเนื่อง อุปกรณ์ต่างๆ ก็เสื่อมสภาพไปเรื่อยเช่นกัน

น่าคิดว่าการบินไทยจะทำอย่างไรกับเครื่องบินเจ้าปัญหาทั้ง 4 ลำนี้ ในภาวะที่ดีดีกับประธานบอร์ดการบินไทยยังร้องเพลงกันคนละคีย์ แต่ที่แน่ๆ การซื้อเวลาต่อไปโดยไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ได้เป็นผลดีต่อองค์กรแต่อย่างใด