วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่วมเดินเท้า เพื่อป่าแม่วงก์

ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่าเป็น "คนบ้า"จะใช้ "สองขา" เดินทางจากหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เร

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ถึงหอศิลป์กรุงเทพมหานคร รวมระยะทางร่วม 400 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 13 วัน เพื่อประท้วงการทำงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)ที่ไร้ประสิทธิภาพในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์

ต้องยอมรับความเคลื่อนไหวในการนำเสนอข้อมูลผลกระทบทางด้านวิชาการ ต่อกรณีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี ตั้งแต่โครงการนี้ยังเป็นของกรมชลประทาน โดดๆ จนได้มาบรรจุเป็นแผนการลงทุนการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐบาล พวกเขายังยืนยันถึงปัญหาในการก่อสร้างกับความคุ้มค่าในการรักษาทรัพยากรป่าแม่วงก์เอาไว้

ศศินบอกว่า การที่เขาเลือกการเดิน เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามบอกคือ วิธีเดียวที่จะสร้างพลังและการบอกกล่าวกับผู้คนระหว่างการเดินเท้า เพราะเขามั่นใจในข้อมูลทางวิชาการ ที่ทั้งตัวเขาเองและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยได้ลงพื้นที่ และเห็นตรงกัน โดยที่ผ่านมาเขาพยายามเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการรับฟัง

โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.)พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ยิ่งตอกย้ำว่าเขาต้องออกเดินเท้า

"ผมยอมรับว่าผมหมดแรงที่จะทำข้อมูลวิชาการ เพราะเราร่วมกันเคลื่อนมา 2 ปีทั้งการนำเสนอข้อมูลยื่นไปทุกที่ ทุกหน่วยงาน การเคลื่อนไหวคัดค้าน ทำหนังสือสู่สาธารณะ "ทำไม!! ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์" ผมใช้สมองมาเยอะแล้ว หากจะเลือกวิธีอดข้าวประท้วง แก้ผ้าประท้วง หรือใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่แนวทางของผม เหลือวิธีเดียวก็คือ "ใช้เท้าเดิน" น่าจะสะสมพลังได้มากกว่า"

การเดินเท้าด้วยระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรในระยะเวลา 13 วัน จึงมีเป้าหมายเพื่อบอกว่า ทำไมพวกเขาถึงคัดค้านรายงานอีเอชไอเอแม่วงก์ใน 8 ข้อที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์อีก 28 องค์กรเห็นว่าเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงของการพิจารณารายงานวิชาการ

ในประเด็นแรกการรายงานขาดทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่นๆ ละเลยข้อ มูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นอกจากนี้พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งที่จะได้ประโยชน์มีเพียง 116,545 ไร่ รวมทั้งในรายงานก็ระบุชัดเจนว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด และยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำมากถึง 70-80% ที่ไหลลงมายังที่ราบ อ.ลาดยาว ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็สามารถบรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก เพียงแค่1%

ชี้พื้นที่ทับซ้อนโมดูลเอ 5-พื้นที่ปลูกป่าไม่ชัด

นอกจากนี้ในเรื่องของการปลูกป่าทดแทนที่ไม่มีการระบุพื้นที่ปลูกป่าว่าอยู่จุดไหน มีแต่คำนวณว่าจะได้ไม้และผลประโยชน์มากกว่าที่จะตัดไป ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นอกอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เกือบส่วนใหญ่มีแต่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ไม่น่าจะมีพื้นที่ใดสามารถปลูกป่าได้ถึง 36,000 ไร่ ที่สำคัญ พื้นที่ชลประทานเขื่อนแม่วงก์ เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับคลองผันน้ำในโมดูล A5 ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมและการจัดการน้ำที่ศึกษาไว้ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากโครงการชลประทานเขื่อนแม่วงก์

ส่วนประเด็น สุดท้ายการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรของสผ. และคชก.หลายตำแหน่ง อาทิ ดร.สันทัด สมชีวิตา ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และดร. อุทิศ กุฏอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าไม้ นายสมศักดิ์ โพธิ์สัตย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านธรณีวิทยา รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์ประกอบให้ไม่มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม จึงมีความผิดปกติอย่างยิ่งต่อมาตรฐานทางวิชาการการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั่นคือเหตุผลของการเดินเท้าของนักอนุรักษ์กลุ่มนี้แสดงออก เพื่อแสดงถึงจุดยืนและความเชื่อของตัวเอง

สำหรับผู้เขียนแล้วต้องเคารพและนับถือจิตใจของนักอนุรักษ์ที่แสดงถึงความหวงแหนในธรรมชาติ และอยากใช้คอลัมน์นี้ขอโทษกับความผิดของตัวเองในการเขียนถึง คาร์ฟรีเดย์ กับเรื่องทางจักรยาน เมื่อเดือน กันยายน 2555 ที่ใช้ข้อมูลโดยไม่ทราบที่มา และไม่ได้อ้างอิงถึง ของมูลนิธิโลกสีเขียว จึงขออนุญาตขอบคุณ ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ ที่ช่วยแจ้งเตือนให้ทราบ มา ณที่นี้ด้วย