วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Great Divergence : The Rest vs The West (18)

ในการเปรียบเทียบคุณภาพของสถาบันมองจากมิติทางประวัติศาสตร์และผลที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ

ผู้เขียนชอบอุทาหรณ์ของ Daron Acemoglu และ J.A Robinson ที่กล่าวไว้ในหนังสือ Why Nations Fail เขาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Bill Gates กับ Carlos Slim (ซึ่งก็ทำให้นึกถึงที่มาของความร่ำรวยของทักษิณ ชินวัตร) สำหรับ Bill Gates เป็นที่รู้กันดีว่าเขาร่ำรวยโดยผ่านบริษัท Microsoft ร่ำรวยจากการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่แบบถอนรากถอนโคน แม้ธุรกิจของเขาจะประสบความสำเร็จ ตัวเขาเองร่ำรวยเพียงใด เขาก็ยังถูกกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐเล่นงานและต้องยอมสยบต่อข้อกล่าวหาที่ว่า Microsoft ใช้อำนาจผูกขาดที่มีในระบบปฏิบัติการ Window โดยพ่วงขาย Web Browser (Internet Explorer) กับระบบปฏิบัติการ

กรณีตัวอย่างนี้มันบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด ซึ่งบอกถึงคุณภาพของสถาบันหรือกติกาแห่งเกม ลักษณะเช่นนี้ของสหรัฐอเมริกาช่างตรงกันข้ามกับกรณีของ Carlos Slim เศรษฐีชาวเม็กซิโกมีพื้นเพเลบานอน เขารวยอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมาหลายปี ชนะ Warren Buffet เขารวยจากการมีเครือข่ายและอิทธิพลทางการเมืองในเม็กซิโก โดยเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการ ซื้อมาขายไปในธุรกิจการคมนาคม โดยซื้อ Telemex จากรัฐบาลและสามารถทำกำไรได้อย่างงาม เพราะรัฐโอนการผูกขาดโดยรัฐไปให้เอกชนเป็นผู้ผูกขาด กำไรและความมั่งคั่งจากกิจการผูกขาดนี้สามารถทำให้เขาต่อยอดทางธุรกิจ เติบโตเป็นเครือข่ายผูกขาดครบวงจรสอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองของเม็กซิโกที่มีการกระจุกตัวสูง ธุรกิจของเขาขยายไปทั่วลาตินอเมริกา ในเม็กซิโกวัฒนธรรมอำนาจและการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถกำราบหรือปราบอำนาจผูกขาดของ Telemex เหมือนที่ Microsoft ถูกกำราบในสหรัฐอเมริกาได้ เพราะ Carlos Slim มีเส้นสายทางการเมือง เมื่อเขามาทำธุรกิจในสหรัฐและซื้อกิจการและต่อมามีปัญหาเรื่องการใช้อำนาจผูกขาด เขาแพ้ในศาลมลรัฐเท็กซัส เป็นผลให้ถูกปรับไปเป็นจำนวนเกือบ 500 ล้านดอลลาร์

อเมริกาใต้และอเมริกาเหนือไม่เพียงห่างกัน เฉพาะความแตกต่างกันด้านคุณภาพสถาบันและรายได้ต่อหัวเท่านั้น ในปลายทศวรรษที่ 19 ช่องว่างทางเทคโนโลยีและการพัฒนาอุตสาหกรรมเทียบชั้นกันไม่ได้ หรือแม้แต่การเกษตรของอเมริกาก็มีผลิตภาพ หรือ Productivity สูงกว่ามาก อเมริกาใต้มองสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบที่อยากเลียนแบบ แต่ทำไม่ได้เพราะความแตกต่างทางสถาบัน ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เมื่อเวลาผ่านไปต่างก็พบทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดก็จะหมดไป (เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา เปรู ต่างก็มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก) แต่สหรัฐสามารถผสมผสานทรัพยากรมนุษย์ และทุน หรือ Capital เข้ากับทรัพยากรธรรมชาติโดยที่อเมริกาใต้ไม่สามารถทำได้ โมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมของสหรัฐไม่ใช่โมเดลที่ต้องพึ่งการส่งออกเหมือนเอเชียตะวันออกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะสหรัฐมีตลาดภายในที่ใหญ่มาก ทั้งสองทวีปต่างก็ตั้งกำแพงภาษีไว้สูงมาก (เมื่อเปรียบเทียบกับเอเชียในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20) เพื่อพัฒนาและคุ้มครองอุตสาหกรรมของตนเอง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่างตรงกันข้าม

เมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐเริ่มผงาดขึ้นเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งในช่วงแรกนี้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มีพื้นฐานจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เหมือนที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (วิชาฟิสิกส์ในเยอรมันและประเทศในภาคพื้นยุโรปมีความล้ำหน้าในทางวิชาการเหนือกว่าสหรัฐในช่วงก่อนทศวรรษ 1950) แต่เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากการสะสมความรู้ในภาคปฏิบัติร่วมกันจากชุมชนผู้ประกอบการของสหรัฐ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา มีหลายอย่างที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีมามีลักษณะเฉพาะสำหรับสหรัฐค่อนข้างมาก สาเหตุเป็นเพราะสหรัฐอเมริกามีตลาดที่ใหญ่กำแพงภาษีที่สูงเป็นอุปสรรคทำให้ยุโรปไม่สามารถเข้าไปทำตลาดได้ง่าย

แม้ค่าจ้างในสหรัฐจะสูงโดยเปรียบเทียบกับประเทศในแถบยุโรป แต่สหรัฐมีทรัพยากรธรรมชาติประเภทแร่ธาตุหลายชนิด มีปิโตรเลียมต้นทุนถูก ตลาดที่ใหญ่และเน้นในประเทศก่อนทำให้บริษัทธุรกิจของสหรัฐมีขนาดใหญ่และมีการจัดการในเชิงวิทยาศาสตร์ต่างกับของยุโรปหรืออังกฤษ ประมาณ ค.ศ. 1900 รายได้ต่อหัวของสหรัฐเริ่มสูงกว่าของอังกฤษแล้ว ขนาดเศรษฐกิจก็ใหญ่กว่าอังกฤษเท่าตัว ใหญ่กว่าฝรั่งเศสหรือเยอรมัน 4 เท่า การผลิตขนาดใหญ่ทำให้อุตสาหกรรมได้ประโยชน์ทั้งจากขนาดและขอบข่าย (SCALE AND SCOPE)

ที่มาของความแข็งแกร่งทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของสหรัฐเกิดจากการบูรณาการของเทคโนโลยี ทุน และทรัพยากรธรรมชาติ ไม่น่าแปลกใจที่ในช่วงระหว่างปลาย ค.ศ. 1880-1930 การผงาดขึ้นเป็นผู้นำโลกทางอุตสาหกรรมของสหรัฐนั้นสัมพันธ์กันใกล้ชิดมากกับช่วงที่สหรัฐเป็นผู้นำในการผลิตถ่านหิน แร่เหล็ก ทองแดง ปิโตรเลียม วัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ใช้ในอุตสาหกรรม ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศแสดงให้เห็นชัดเจนว่าลักษณะสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐนั้น มีฐานมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป สหรัฐเป็นผู้นำทางวิศวกรรมเหมืองแร่รวมทั้งการสำรวจทางธรณีวิทยาในช่วงนี้

สำหรับสหรัฐแม้ตลาดส่งออกจะมีบทบาทสำคัญในหลายสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม อุปกรณ์การเกษตร สินค้าวิศวกรรม เครื่องจักรเย็บผ้า กล้องถ่ายรูป เครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องเก็บเกี่ยวธัญพืช ในหลายสินค้าตลาดภายนอกเกิดขึ้นล่าช้ากว่าตลาดภายในนานพอสมควร นอกจากนี้สินค้าหลายประเภทกลับไม่เหมาะกับตลาดต่างประเทศ เช่น รถยนต์ หัวรถจักรหรือรถไฟ สหรัฐเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเหล็กแทนที่อังกฤษในปลายศตวรรษที่ 19 แต่ถ้าเป็นเหล็กพิเศษสหรัฐไม่เก่งจึงต้องนำเข้า เป็นต้น

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาเริ่มจะสูญเสียความเป็นผู้นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอย่างช้าๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา (เราจะวิเคราะห์สาเหตุนี้ในโอกาสต่อไป) แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อุตสาหกรรมต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น บทบาทของรัฐบาลกลางในการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทวีความสำคัญมากขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในการป้องกันประเทศช่วยทำให้เป็นผู้นำทางด้านการผลิตเรือบิน คอมพิวเตอร์ SEMI-CONDUCTOR สหรัฐทุ่มเทมากกับ R&D และการศึกษาวิจัยระดับสูงมากขึ้น โลกอุตสาหกรรมระหว่างอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายทศวรรษ 1980 ลาตินอเมริกาอาจจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใช้ได้เมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชีย แต่บทเรียนที่สำคัญของลาตินอเมริกาที่มีต่อส่วนอื่นๆ ของโลกรวมทั้งเอเชียน่าจะอยู่ในเรื่องของยุทธศาสตร์การพัฒนา

อะไรคือที่มาของความเจริญเติบโตที่ไม่มีคุณภาพและเปราะบางทำให้ช่วงสองทศวรรษ (1980-2000) ของประเทศส่วนใหญ่ศูนย์เสียโอกาสความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจไปอย่างน่าเสียดาย ประเทศเกือบทั้งหมดยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ชาวลาตินอเมริกาควรจะมีคุณภาพชีวิตและคุณภาพสถาบันดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน