วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคมพหุลักษณ์กับความท้าทายในประชาคมอาเซียน

ดูเหมือนว่าสถาบันการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษาของไทยต่างตื่นตัวอย่างมากกับการเตรียมความพร้อมเพื่อการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาคมอาเซียน

ในอีกไม่ถึงสามปีข้างหน้า ดังจะเห็นได้จากการมีเวทีสัมมนาทางวิชาการมากมายตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยโดยต้องติดป้ายชื่อ “ประชาคมอาเซียน” เข้าไปในแทบทุกการสัมมนาเพื่อบ่งบอกถึงตัวชี้วัดในการประเมินว่าสถาบันนั้นๆ ได้ใส่ใจและให้ความสำคัญกับเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งท้าทายสำคัญประการหนึ่งที่ยังไม่ค่อยได้พูดกันอย่างจริงจังมากนักในเวทีต่างๆ ได้แก่ เอกภาพในอาเซียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในท่ามกลางความขัดแย้งที่อาจนำสู่ความรุนแรงในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย ที่มีความขัดแย้งรุนแรงซับซ้อนหลายรูปแบบ ทั้งความขัดแย้งภายในด้านการแตกแยกทางความคิดทางการเมือง (กรณีสีเหลือง-แดง หรือฝ่ายค้าน-รัฐบาล) ความขัดแย้งทางศาสนาชาติพันธุ์ในสามจังหวัดภาคใต้ รวมถึงความขัดแย้งเชิงเขตแดนประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านดังเช่นกับประเทศกัมพูชา เป็นต้น หรือความขัดแย้งทางศาสนาชาติพันธุ์ในประเทศ พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้น การตั้งหลักเพื่อทำความเข้าใจความหมายของความเป็นสังคมพหุลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสุขสงบของภูมิภาคแห่งนี้

ตัวอย่างรูปธรรมของความหลากหลายในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ การที่ประเทศต่างๆ มีภาษาและวัฒนธรรมของชนต่างๆ มากมาย เช่น ประเทศไทยมี 74 ภาษา ประเทศอินโดนีเซียมี 719 ภาษา และประเทศเวียดนามมี 107 ภาษา แต่เป็นที่น่าเสียดายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ต่างทำมาหากินกับความหลากหลายเหล่านี้เพียงเพื่อเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศเท่านั้น โดยไม่ได้ใส่ใจและไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจ ตระหนักในคุณค่าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชนต่างๆ ทั้งหลาย ดังนั้น การประชาสัมพันธ์อวดอ้างถึงความหลากหลายของสถานที่และชนเผ่าต่างๆ จึงเป็นเพียงความคับแคบที่ถูกลดทอนเหลือเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจการท่องเที่ยวเท่านั้น ชนเหล่านั้นจึงยังคงเป็นที่ดูถูกดูแคลนจากคนในเมืองว่าเป็นพวกบ้านนอกคอกนา ไร้การศึกษา ทำลายสิ่งแวดล้อมตัดไม้ทำลายป่า และมักขัดขวางการพัฒนาประเทศโดยไม่ยอมเสียสละย้ายที่เพื่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ๆ ของประเทศ เป็นต้น ดังนั้น การนิยามความหมายของคำว่า สังคมพหุลักษณ์ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการที่สังคมนั้นๆ ประกอบด้วยผู้คนที่มีความหลากหลายมาอยู่ร่วมกันเท่านั้น หากเป็นสังคมที่ต้องมีความเคารพและพยายามที่จะเข้าใจผู้อื่น รวมทั้งมีการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่องไม่ใช่ลักษณะต่างคนต่างอยู่แบบทนๆ กันไป หรือพยายามครอบงำเหนือผู้อื่นที่ด้อยกว่า

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ความหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์นับเป็นเสน่ห์ของภูมิภาคอาเซียน แต่จากหลายๆ กรณีความขัดแย้งที่นำสู่รุนแรงในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ชาวพุทธกับชาวโรฮิงญามุสลิมในพม่า ชาวมุสลิมกับชาวคริสต์ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย หรือกรณีความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย อันเนื่องจากอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาชาติพันธุ์ เป็นต้น ล้วนเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่เป็นข้อทายทายต่อสันติภาพในอาเซียน

ฮันส์ คุง นักเทววิทยาชาวคาทอลิก เคยกล่าวไว้ว่า “สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นได้ในหมู่ประเทศใดๆ ก็ตาม หากปราศจากการมีสันติภาพระหว่างศาสนา และสันติภาพระหว่างศาสนาจะไม่เกิดขึ้นได้ หากปราศจากการเสวนาระหว่างกัน และการเสวนาระหว่างกันจะไม่เกิดขึ้น หากแต่ละศาสนิกไม่เรียนรู้และเข้าใจในศาสนาของตนอย่างถ่องแท้” ข้อเตือนสติของฮันส์ คุง ได้ตอกย้ำสิ่งที่ จอห์น ฮิค ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาศาสนาและศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ในปัจจุบันนี้ หัวข้อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่การทำสงครามและการใช้ความรุนแรงมักเกี่ยวข้องกับศาสนาถึงแม้ว่าศาสนาจะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่คำสอนของศาสนามักถูกนำไปสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง” อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคนสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ สก็อต แอบเพิลบี เห็นว่า ศาสนามักจะถูกนำไปรับใช้ความรุนแรงโดยกลุ่มคนนิยมความสุดโต่ง แต่ขณะเดียวกันศาสนาก็มีต้นทุนและศักยภาพมากมายที่จะนำสู่การสร้างสรรค์สันติภาพ ดังนั้น การศึกษาในมิติทางด้านศาสนาในฐานะที่จะเป็นพลังสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายในภูมิภาคอาเซียนจึงมีความสำคัญจำเป็นและยังคงถูกละเลย

ความจริงแล้ว ในภูมิภาคแห่งนี้ มีกรณีตัวอย่างดีๆ มากมายและมีมาอย่างยาวนานที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อและความศรัทธาที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างเช่น มีชุมชนมุสลิมในประเทศอินโดนีเซีย ที่เมืองกุดดุส ไม่กินเนื้อวัวมาร่วมสอง-สามร้อยปีจนถึงปัจจุบัน ด้วยสาเหตุว่า เมื่อตอนต้นยุคที่อิหม่าม (ผู้นำศาสนาอิสลามในชุมชน) ได้มาอาศัยในชุมชนชาวฮินดูซึ่งไม่ทานเนื้อวัว ถึงแม้ว่าการทานเนื้อวัวเป็นที่อนุมัติสำหรับชาวมุสลิมแต่อิหม่ามท่านนั้นเห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคอันเป็นที่ชอบธรรมของชาวมุสลิมอาจสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจแก่พี่น้องชาวฮินดูในชุมชนได้ ดังนั้น ท่านจึงขอร้องให้ชาวมุสลิมให้หันไปบริโภคสัตว์อื่นที่เป็นที่อนุมัติแทน เช่น เนื้อควาย และชุมชนแห่งนั้นยังคงรักษาพฤติกรรมการบริโภคเนื้อควายแทนเนื้อวัวมาจนถึงปัจจุบัน กรณีตัวอย่างดังกล่าวนับเป็นบทเรียนสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะในปัจจุบันได้เกิดความขัดแย้งจนนำสู่ความรุนแรงมากมายเพราะผู้คนต่างอ้างสิทธิอันชอบธรรมของตนเองเหนือผู้อื่นโดยไม่รู้สึกรู้สาใส่ใจในความเชื่อความศรัทธาของอีกฝ่ายหนึ่ง

ประชาคมอาเซียนมีความร่ำรวยทั้งทางธรรมชาติและความหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์ ดังนั้น เราผู้เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมแห่งนี้คงจะต้องช่วยกันขบคิดให้มากขึ้นและช่วยกันออกแบบว่า เราจะสร้างกิจกรรมอะไรกันดีเพื่อให้ผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งทางศาสนา ชาติพันธุ์ และชนชั้น ได้มีโอกาสเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์กันให้มากขึ้นเพื่อนำสู่ความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะบอกว่าประชาคมอาเซียนไม่ใช่เป็นเพียงการรวมกันของชนบางกลุ่มบางพวกเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น