ลูกหลานคนดังและผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของจีน กำลังตกเป็นข่าว ไม่เพียงแต่ที่บ้าน แต่เป็นประเด็น
เพราะว่าบริษัทยักษ์ของสหรัฐจ้างพวกเขาและเธอ ในตำแหน่งเด่นๆ ด้วยเงินเดือนสูงๆ
บางคนเชื่อว่าแนวโน้มอย่างนี้ เป็นการใช้ “เส้นสาย” ของผู้มีอำนาจในเมืองจีน ที่ธุรกิจมะกันจะเข้าถึงตลาดเมืองจีนทางอ้อม
เป็นการ “ย้อนเกล็ด” กระบวนการเล่นพรรคเล่นพวก... ที่ไม่ต่างอะไรกับการเล่นพรรคเล่นพวก ที่สหรัฐกล่าวหาคนอื่นมากมายนัก
หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานวันก่อนว่า ความจริงเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ที่ธนาคารใหญ่ๆ ในย่านถนนวอลสตรีท ได้จ้างลูกหลานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลจีน ด้วยจุดประสงค์แอบแฝง...นั่นคือ เพื่อสานสัมพันธ์หรือไม่ก็เป็นกุญแจเปิดประตูสู่การทำสัญญาในจีน ซึ่งกำลังร้อนแรงเพราะมีเศรษฐกิจโตอันดับต้นๆ ของโลกวันนี้
ว่ากันว่า เรื่องลูกหลานคนดังของจีน ทำงานในบริษัทอันดับต้นๆ ของสหรัฐ ไม่ใช่ความลับอะไร ที่ผ่านมาหลานชายของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อ หมิน ก็เคยทำงานที่ Goldman Sachs
ลูกสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ก็เคยทำงานที่ Credit Suisse
ขณะที่ลูกเขยของ นายหวูปังกั๋ว อดีตสมาชิกกรมการเมือง หรือ Politburo ของจีน ก็เคยช่วยให้ Merrill Lynch ทำสัญญามูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ กับรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีนมาแล้ว
ที่เป็นข่าวขึ้นมาช่วงนี้ ก็เพราะว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ หรือ SEC กำลังสอบสวนข่าวคราวการจ้างลูกหลานของผู้มีอำนาจของจีน เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจ
คำถามก็คือ พฤติกรรมอย่างนี้ จะตีความเป็นการละเมิดกฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชันของสหรัฐหรือเปล่า
นิวยอร์ก ไทมส์ รายว่า SEC กำลังสอบสวนธนาคาร JP Morgan Chase ที่ได้จ้าง นายถาง เสี่ยวหนิง บุตรชายของ นายถาง ซวงหนิง อดีตเจ้าหน้าที่ควบคุมการธนาคารของจีน และวันนี้มีตำแหน่งเป็นประธานบริหาร China Everbright Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจทางการเงินของจีน
ขณะเดียวกันก็จ้างลูกสาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของการรถไฟของจีน China Railway Group อีกคนหนึ่ง
ที่ทำให้เกิดเหตุที่ต้องสอบสวน ก็เพราะไปพบว่า JP Morgan Chase ได้รับสัญญาว่าจ้าง จาก China Everbright Group ให้ทำงานหลายโครงการในจีน และได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับแผนของ China Railway Group ที่จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนด้วย
ไม่น่าจะบังเอิญได้ถึงขนาดนั้น
แต่คนในแวดวงธนาคารและกฎหมายหลายคน บอกว่า เรื่องอย่างนี้อาจจะอ้างว่าเป็นเรื่องทำกันทั่วไปตามปกติวิสัยของธุรกิจ
อีกทั้งก็อ้างต่อได้อีกว่าธนาคารใหญ่ๆ ทั้งหลาย ต่างก็แก่งแย่งที่จะจ้างลูกหลานของผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในต่างประเทศ ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอยู่แล้ว ธนาคารไหนที่ไม่มีลูกจ้างพิเศษกลุ่มนี้ ก็จะเสียเปรียบคู่แข่ง เพราะอาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือเจาะเข้าถึงวงในของประเทศนั้นๆ ได้ดีเท่าคู่แข่งที่ใช้วิธีการนี้ เพื่อเป็นทางลัดสู่การทำธุรกิจในต่างประเทศ
นิวยอร์ก ไทมส์ อ้างผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษากฎเกณฑ์เรื่องนี้ว่า “ความเสี่ยง” ที่บริษัทมะกันจะโดนฟ้องร้องเรื่องนี้มีอยู่ไม่สูงนัก
กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐ แม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เข้มงวดกับบริษัทอเมริกัน ที่ทำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติ แต่โอกาสที่บริษัทมะกันเหล่านี้ถูกฟ้อง เพราะจ้างลูกหลานผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในต่างประเทศนั้น มีน้อยพอสมควร
หรือแม้ว่าจะถูกฟ้อง ก็มีโอกาสรอดสูงทีเดียว ยกเว้นว่าจะเจอหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้ง ว่า พนักงานผู้นั้นมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถทำงานได้เลย
ในแง่กฎหมายแล้ว เป็นเรื่องยากมาก ที่ผู้ตรวจสอบของรัฐบาลสหรัฐ จะสามารถพิสูจน์ได้ว่า คนคนเดียวสามารถทำให้ธนาคารหรือบริษัทอเมริกันได้รับสัญญามูลค่าสูงๆ กับรัฐบาลต่างชาติได้
นักวิพากษ์ตะวันตก มักจะเรียกลูกหลานคนมีอำนาจบารมีของจีน ว่า เป็น princelings หรือ “เจ้าชายน้อย” และ “เจ้าหญิงน้อย” เพราะส่วนใหญ่จะเป็น “ลูกคนเดียว” และได้รับการเอาอกเอาใจ ทั้งตอนอยู่บ้านที่เมืองจีน และเมื่อไปเรียนหนังสือเมืองนอก จึงถูกตามใจ เสียจนเคย อยากได้อะไรก็ได้หมด
แต่หากอัยการของสหรัฐคนไหน ทำการบ้านรอบด้าน หาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าลูกหลานคนมีบารมีในรัฐบาลหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็น “ทางลัด” ที่จะนำไปสู่การที่ธุรกิจมะกันได้เปรียบคนอื่น ในการได้สัญญามูลค่ามหาศาลมาอย่างไม่เป็นธรรม
นี่อาจเกิดคดี “คอร์รัปชันข้ามชาติ” ที่อื้อฉาว...ไม่น้อยทีเดียว






