ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเดินถึง "ทางสองแพร่ง" หลังจากผู้นำเหล่าทัพ โดยเฉพาะ "บิ๊กตู่" ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
ออกหน้าประกาศชัดเจนว่าไม่ยอมรับข้อเรียกร้อง 5 ข้อของบีอาร์เอ็น ทำให้สถานการณ์เดินมาถึงทางแยกสำคัญว่าจะพูดคุยสันติภาพกันต่อไป หรือต่างคนต่างแยกย้ายแล้วรบกันต่อ
O "บิ๊กตู่" พูดมาคำหนึ่งว่าในฐานะที่เป็นรัฐ ต้องคงความได้เปรียบเอาไว้ และเชื่อว่าถึงวันนี้ฝ่ายรัฐไทยยังอยู่ในสถานะได้เปรียบ...
O แต่พอหันไปฟัง พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเดินงานพูดคุยเจรจาอย่างลับๆ กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหลายกลุ่ม กลับพบข้อมูลว่า วันนี้ประชาชนชายแดนใต้อยู่ฝ่าย "ตรงข้ามกับรัฐ" ซึ่งอาจเป็นบีอาร์เอ็นหรือกลุ่มอื่นๆ มากกว่า 50% แล้ว ทั้งๆ ที่ทุกรัฐบาลของประเทศไทยตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาทำงานกันอย่างหนัก และใช้งบมหาศาล แต่กลับมองไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร
O พล.อ.เอกชัย หรือที่ใครๆ เรียกท่านว่า "ลุงเอก" พูดเรื่องนี้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บนเวทีราชดำเนินเสวนา เรื่อง "เป้าหมายสุดท้ายของบีอาร์เอ็นกับกระบวนการสันติภาพ" เป็นหนึ่งในโครงการ "1 ทศวรรษสามจังหวัดชายแดนใต้ : ทิศทาง ความรู้ และอนาคต"
O เวทีเมื่อวันอาทิตย์มีไฮไลต์อยู่ที่การนำเสนองานวิจัยของ จิราพร งามเลิศศุภร นักวิจัยจาก สกว.หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ได้ศึกษา "องค์กรบีอาร์เอ็น" ในฐานะกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและต่อสู้กับรัฐไทยมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุคปัจจุบัน
O "สิงห์ม่วง" เห็นว่าเวทีเสวนาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจ เพราะทำให้ได้รู้ข้อมูลในมิติต่างๆ ของ "องค์กรบีอาร์เอ็น" ทั้งปรัชญา หลักคิด ยุทธวิธี เป้าหมาย โดยผ่านการศึกษาวิจัยที่มีระเบียบวิธีวิจัยตามหลักวิชาการ ไม่ใช่การคาดเดาหรือใช้อารมณ์ความรู้สึกในแบบมองบีอาร์เอ็นเป็น "โจร" หรือเป็น "เสี้ยนหนามของรัฐ" เท่านั้น
O ประเด็นสำคัญที่สุดที่ อาจารย์จิราพร ได้นำเสนอเอาไว้ก็คือ การวิเคราะห์แนวโน้มของบีอาร์เอ็นหลังจากนี้ หรืออาจจะเรียกว่า Post BRN จากบริบทของปัญหาที่เปลี่ยนไป ทั้งการเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาล ตลอดจนอายุและการต่อสู้อันยาวนานขององค์กรบีอาร์เอ็นเอง โดย อาจารย์จิราพร มองว่าภายในบีอาร์เอ็นจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มความคิด คือ
O 1.กลุ่มที่เข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพ ส่วนใหญ่เป็นแกนนำรุ่นเก่าและฝ่ายการเมือง ซึ่งจะเดินหน้าพูดคุยกับรัฐบาลไทยต่อไป 2.กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่จะเดินหน้ารบต่อ 3.กลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานและหมดศรัทธากับแนวทางของบีอาร์เอ็น จึงต้องการยุติการต่อสู้ด้วยความรุนแรง แต่ยังมีคดีติดตัว และ 4.กลุ่มที่ตัดสินใจสู้ต่อ แต่หันมาใช้วิธีการไม่รุนแรง อาจมุ่งเข้าสู่กระบวนการพูดคุย แต่รัฐต้องเปิดช่องทาง หรือ Track รองรับ ซึ่งไม่ใช่ช่องทางเดียวกับที่ทำอยู่ในปัจจุบันกับกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ
O จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหากับกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐ ไม่อาจใช้วิธีการเดียวโดดๆ ได้ เพราะประกอบด้วยหลายกลุ่มความคิด ฉะนั้น "กลุ่มสนับสนุนการพูดคุยเจรจา" จึงไม่ควรทิ้งหรือละเลยเครื่องมืออื่นๆ เพราะเชื่อว่าเจรจาอย่างเดียวทุกอย่างจบ และเช่นกันสำหรับ "กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยเจรจา" ก็อย่าปฏิเสธแนวทางนี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งยังต้องพยายามสร้างช่องทางการพูดคุยรองรับแต่ละกลุ่มที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันด้วย
O ข้อมูลเหล่านี้น่าจะพอเป็นคำตอบได้ว่าเราควรเลือกเดินทางไหน บนทางสองแพร่งของปัญหาชายแดนใต้ที่กำลังรอการตัดสินใจ...






