นับวันจะมีงานศึกษาที่ได้ข้อบ่งชี้ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาโลกร้อนจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ
ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของมหาวิทยาลัย East Anglia ในอังกฤษได้วิเคราะห์ว่าหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจากระดับอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 4 องศาเซลเซียส คาดว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของพันธุ์พืชและราวหนึ่งในสามของพันธุ์สัตว์จะลดจำนวนลงทั่วโลก
ในเดือนกันยายนนี้ จะมีการเผยแพร่รายงานฉบับที่ 5 ของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานร่วมกันในนาม “Intergovernmental Panel on Climate Change” หรือ IPCC รายงานบางส่วนที่นำเสนอออกมาระบุถึงตัวเลขระดับน้ำทะเลในปี 2100 ที่อาจสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนในระดับช่วง 29-82 เซนติเมตร สูงกว่าตัวเลขเดิมที่ระบุอยู่ในรายงานฉบับที่ 4 ซึ่งคาดการณ์ไว้ในช่วง 18-59 เซนติเมตร หวังว่าเมื่อรายงานฉบับเต็มเผยแพร่ออกมาจะส่งผลต่อการสร้างความตื่นตัวของประชาคมโลกเหมือนดังเช่นรายงานของ IPCC ฉบับที่ 4 (ในปี 2007) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและการดำเนินงานเพื่อช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ในระดับประชาคมโลก ความพยายามลดผลกระทบและแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินอยู่ เป้าหมายในขณะนี้ คือ การเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านโลกร้อนฉบับใหม่ที่จะมีผลใช้บังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ให้สำเร็จให้ได้ภายในปี 2015 และเริ่มดำเนินการตามความตกลงในปี 2020 อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาเรื่องโลกร้อนเมื่อปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เป็นที่วิตกกังวลว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมในอดีต และในขณะนี้มีหลายประเทศได้เริ่มจัดทำกฎหมายภายในประเทศของตนเองในลักษณะที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านโลกร้อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านั้นจะพยายามนำเอาข้อกำหนดของกฎหมายภายในประเทศของตนเองมาเป็นจุดยืนหรือเงื่อนไขในการเจรจาแบบไม่ยืดหยุ่น ทำให้หาข้อสรุปร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศได้ยากขึ้น ตรงนี้เป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นต่อการเจรจาความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่
สำหรับระดับภายในประเทศ มีหลายประเทศที่มีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายและการดำเนินงานเรื่องโลกร้อน ตัวอย่างเช่น กรณีสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดไปว่าค่อนข้างนิ่งเฉยต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องโลกร้อนในเดือนมิถุนายน 2013 สหรัฐเพิ่งประกาศ “แผนปฏิบัติการของประธานาธิบดีสหรัฐเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” ออกมาแกนหลักของแผนปฏิบัติการดังกล่าว ประกอบด้วยเสาหลัก 3 ด้าน คือ (1) การลดการปล่อยมลพิษคาร์บอน (Carbon Pollution) ในสหรัฐฯ โดยฝ่ายบริหารจะผลักดันออกกฎกติกาใหม่เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนให้มากขึ้น เป็นการปกป้องสุขภาพของเยาวชน และเพื่อทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯมุ่งสู่เศรษฐกิจจากฐานพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างสีเขียวและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน (2) การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยรัฐบาลกลางจะสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถในระดับมลรัฐและท้องถิ่น เพื่อให้สามารถรับมือกับความรุนแรงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น (3) การเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศเพื่อการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบ
ในกรณีประเทศไทย นับมีความก้าวหน้าที่ดีในระดับการจัดทำ “ร่างนโยบาย” มีการจัดทำเป็น “ร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” เป็นแผนระยะยาว 37 ปี (ค.ศ. 2013 - 2050) เพิ่งมีการจัดรับฟังความเห็นต่อร่างแผนแม่บทครั้งสุดท้ายไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาหลังจากที่มีกระบวนการจัดทำกันมากว่า 4 ปีแล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นการจัดทำ “ร่างยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” (Green Growth) เป็นยุทธศาสตร์เรื่องหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ (New Growth Model) ในช่วง 10 -15 ปีข้างหน้าของรัฐบาลปัจจุบันซึ่งได้ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ Green Growth คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ล่าสุดเพิ่งจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
ตอนนี้ ทั้งร่างยุทธศาสตร์ฯ และร่างแผนแม่บทฯ ข้างต้นยังคงเป็นร่างที่รอการเสนอให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณา การกำหนดประกาศเป็นนโยบายโดยเร็วจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนทางนโยบายต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และเป็นผลดีต่อการเริ่มปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกให้ได้ตามเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส
การร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่ปล่อยก๊าซในปริมาณไม่มาก (ไม่เกิน 1%- 2% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก) เป็นอีกส่วนหนึ่งของความหวังและทางรอดของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนโดยไม่ต้องรอความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ประเทศเล็กๆ เหล่านี้มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันกว่า 44% ของทั้งโลก







