ย้อนไป 15 ปีที่แล้ว สิงคโปร์เป็นเมืองที่ผมบินไปปีละ 2-3 ครั้ง ร้อยละ 90 คือไปดูเทรดแฟร์ที่นั่น เป็นประเทศที่ถือว่าใกล้ และแพ็คเกจราคาถูก
3 วัน 2 คืนแถมยังช้อปแบรนด์ต่างๆ ที่ไม่มีที่กรุงเทพ สนุกดีครับ บ้านเมืองเป็นระเบียบ เดินทางก็ง่าย ใช้รถใต้ดินเป็นหลัก จำได้ว่าไปสิงคโปร์หนแรกประมาณ 25 ปีที่แล้ว ไปอยู่ย่าน Orchard Road เป็นหลัก ตอนนั้นเพิ่งมีรถไฟใต้ดินใหม่ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ถูกกว่าเมืองไทย แถมมีให้เลือกมากมาย อยากได้กล้อง เครื่องเล่น Mini MD ก็จะต้องมาที่นี่ กระทั่ง คอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊คก็ขึ้นชื่อเช่นกัน
พวกจัดหนักมาซื้อห้องตัดต่อกันเลย ซื้อเสร็จ ขนกลับกรุงเทพ ให้หาคนผ่าน ศุลกากร เข้าแบบไม่ต้องเสียภาษี เวลามีงาน Communic Asia and broadcast Asia พบคนไทยเดินกันเต็มไปหมด แต่พอ 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลายเป็นว่าเทรดแฟร์กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เจ้าของ Product หรือสินค้าต่างๆ ไม่ค่อยมาร่วมงาน ถ้าผมมาดูงานที่นั้น ก็จะมาเช้า บ่าย 4 โมงก็กลับได้ เพราะผมจะวางแผนเลือกดูเฉพาะสิ่งที่สนใจจริงๆ จะไม่กวาดดูแบบไม่มีจุดหมาย ช่วงหลังๆ มาที่สิงคโปร์ผมไม่ได้ไปที่นั่นเลยเพราะไปดูที่จีน คุ้มกว่า มีของให้ดูมากกว่า มีอะไรสนุกๆ ให้ผมทำมากกว่า ทำให้ผมเริ่มห่างจากสิงคโปร์ได้ซักสิบปีได้ครับ
หลังจากสิงคโปร์อนุญาตให้เปิดกาสิโน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น ยักษ์ใหญ่จากลาสเวกัส ได้แก่ กลุ่ม Sand ก็มาลงทุน มูลค่าหลายหมื่นล้านในโครงการ Marina Bay Sand รวมทั้ง New Convention Hall / Theatre พิพิธภัณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ นอกจากนี้ยังรับ Travel Show Exhibition จากเมืองนอกมาลงอย่างไม่ขาดสาย Hotel Marina bay sand กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของสิงคโปร์ ที่ทุุกคนไปเที่ยวแล้วจะต้องไปถ่ายรูปที่นั่น
เซนโตซ่า (Sentosa) จากเกาะที่น่าเบื่อ ที่เมื่อก่อนมีแค่อควอเรียมเล็กๆ กับ Cable car ข้ามเกาะ ก็ลงทุนครั้งใหญ่ ด้วย Universal studio , Water park , World largest Aquarium และกาสิโนเปลี่ยนชื่อเป็น Sentosa World Resort มีพลังสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เที่ยวจนครบสูตรพลาดไม่ได้แม้แต่จุดเดียว
มาสิงคโปร์ 2-3 ทริป นับตั้งแต่มีกาสิโน แต่ผมยังไม่แวะเข้าไปดูเลย เพราะพอเดาได้ว่า หน้าตาคงเหมือนที่ ลาสเวกัส คราวนี้ผมไปพักที่ Marina Bay Sand เลยถือโอกาสลงไปเยี่ยมชมดูกิจการกาสิโนของเขาว่า ใหญ่โต มีแขกมากน้อยแค่ไหน ทางเข้ากาสิโนแยกเป็น 2 ทาง ระหว่างนักท่องเที่ยวต่างชาติกับคนสิงคโปร์ เนื่องจากคนสิงคโปร์ต้องเสียค่าเข้า เพราะรัฐบาลไม่สนับสนุนให้เล่นการพนัน ซึ่งประชาชนเองก็ไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนัก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจตราอย่างเข้มงวด
ความใหญ่ก็ต้องยอมรับว่าใหญ่มากครับ ขณะเดียวกันจำนวนนักเสี่ยงโชคก็มากมายเลยทีเดียว คนที่มาก็ชาวเอเชียนี่แหละครับ คนไทย จีน อินโดนีเซีย มากันครบ เอาเงินมาทิ้งที่นี่จริงๆ ส่วนตัวเลยคิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่า กาสิโนถ้ามีในไทยบ้างก็ไม่น่าเสียหาย แต่ไม่ให้คนไทยเข้าก็ได้ ต่างชาติล้วนๆ เพราะเพื่อนบ้านเราก็มีกันหมดแล้ว มาเลเซีย พม่า เขมร เราไม่ต้องเขิน ให้ต่างชาติเอาเงินมาเล่นในบ้านเราบ้าง ที่ผ่านมา ปีหนึ่งๆ ไทยเราเสียเงินจากการพนันไปให้ประเทศเพื่อนบ้านมากมายอยู่แล้ว
สิงคโปร์เองก็เหมือนดูไบ ทุกอย่างสร้างใหม่หมด เขาเพิ่งสร้าง แต่ของเรามีทั้งธรรมชาติและบรรพบุรุษ สร้างไว้ให้ทั้งวัดวาอาราม หรือวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็กลับต้องดูความพยายามดึงนักท่องเที่ยวของสิงคโปร์ไว้เป็นตัวอย่าง ส่วนค่าโรงแรมแพงกว่าบ้านเรามากครับ ช่วงที่เขาแข่งขันรถ Formula 1 ค่าโรงแรมแพงขึ้นเป็นเท่าตัว ถึงขั้นต้องจองขั้นต่ำ 4 คืน นับว่าเป็นหาเงินเข้าประเทศอย่างมีชั้นเชิง
ทุกอย่างในสิงคโปร์ก็แพงขึ้นหมด จากห้องพัก ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ กลายมาเป็น 300-400 ดอลลาร์ เคยไปกัน 3 วัน 2 คืน ก็อยู่เพิ่มขึ้นเพราะมีที่เที่ยวแล้วมีอะไรทำมากขึ้น นักท่องเที่ยวก็ใช้จ่ายเงินมากขึ้น อย่าง Universal studio นี่ก็อยู่ได้ยาวเลยครับ แค่เพิ่มเครื่องเล่น ธีมใหม่ๆ เข้าไปทุกๆ 5 ปี คนก็อยากเข้าไปเที่ยวใหม่ เป็นสูตรสำเร็จทั่วโลก
กรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัดของเรามีเสน่ห์มากมายกว่าสิงคโปร์อยู่แล้วครับ แต่เราต้องเพิ่มเสน่ห์ไปเรื่อยๆ เป็นไปได้เอาสายไฟ และ สายโทรศัพท์ลงใต้ดินเถอะครับ เพื่อทัศนียภาพที่งดงามยิ่งขึ้น หรืออาจเริ่มที่ถนนเส้นใหม่เลยก็ได้ อย่างที่โฮจิมินห์ซิตี้ ประเทศเวียดนาม ถนนตัดใหม่เอาสายไฟ สายโทรศัพท์ลงใต้ดินหมดแล้วนะครับ ถนนเรียบแม่น้ำทำใหม่สวยมาก
นอกจากนี้ เรายังสามารถดึงจุดขายจุดแข็งของประเทศเราไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี หรือแม้กระทั่งอาหารที่ไม่น้อยหน้าชาติใดในโลกเลยออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้แล้วครับ เอาแค่ในระยะเวลาอันใกล้ที่จะเข้าสู่ AEC กันก่อนก็ได้ครับ ทำให้เราโดดเด่นในสายตาเพื่อนบ้าน และนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนภูมิภาคนี้ อย่าปล่อยให้เราเป็นเพียงศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ แต่ช่วยกันทำให้เราเป็น "ศูนย์กลางของความเจริญ" ในทุกด้านจะดีกว่าครับ






