น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นสินค้าที่เราต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างชาติเป็นหลัก อิงราคาขายจากนอกประเทศ
ขณะที่ผู้ประกอบการน้ำมันก็ไม่ต่างจากพ่อค้าคนกลาง ที่ซื้อมาในราคาหนึ่งและขายในราคาที่บวกกำไรเสมอ ที่สำคัญ เมื่อเราได้ยินการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 60 สต.ต่อลิตร อีกไม่นานก็ประกาศลงมา 30 สต.ต่อลิตร ถัดมาอีกสักสัปดาห์ ก็ราคาขึ้น 50 สต.ต่อลิตร รวมๆ แล้วเรียกได้ว่า ราคาน้ำมันขึ้นแล้วไม่ลง ทุกวันนี้เราจึงต้องซื้อหาน้ำมันกันในกันราคาลิตรละกว่า 40 บาท โดยรัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นลงอย่างเสรีตามราคาตลาดโลก ที่สำคัญ ผู้คนในประเทศนี้ กลับยอมรับโดยดุษฎีกับราคาน้ำมันที่ต้องจ่าย
ขณะที่ไข่ไก่ และเนื้อหมู เป็นสินค้าเกษตรของบ้านเรา ที่เมื่อไหร่มีการขยับราคาเพียงเล็กน้อย ก็มักจะเกิดเสียต่อว่า ไข่ไก่แพงบ้าง หมูแพงบ้าง ฟังดูแล้วช่างไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเลย คุณรู้หรือไม่ ผู้ผลิตไข่ไก่และเนื้อหมู ต่างก็เป็นเกษตรกร ที่มีชีวิตแขวนอยู่บนภาวะความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ที่ใน 1 ปี เขาจะต้องเสี่ยงกับภาวะขาดทุนนานถึง 8-9 เดือน เสี่ยงกับต้นทุนการผลิต เสี่ยงกับสภาพอากาศที่แปรปรวน เสี่ยงกับภาวะโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งเสี่ยงกับกลไกภาครัฐที่มักจะเข้ามาแทรกแซงตามแรงกระเพื่อมของผู้บริโภคที่โวยราคาไข่ ราคาหมู
การเลี้ยงไก่ไข่ หรือเลี้ยงหมู ไม่ต่างจากการทำธุรกิจที่ต้องมีกำไรจึงจะอยู่รอด ดังนั้น การที่ราคาขยับขึ้นในช่วงนี้ ก็ทำให้เกษตรกรได้มีกำไรบ้างเล็กน้อย หลังจากที่ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องมานาน มันหมายถึงความอยู่รอดของเกษตรกร หมายถึงการลืมตาอ้าปากและการใช้อาชีพนี้เลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้
สำหรับไข่ไก่นั้น มีอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมราคาไข่ไก่จึงต้องถูกนำไปผูกเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย โดยมักจะมองว่าราคาไข่ที่สูงขึ้นในบางช่วงสะท้อนช่วงเศรษฐกิจที่ไม่ดีของประเทศ ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ราคาไข่จะแพงได้ก็ต่อเมื่อมี 2 ปัจจัยเท่านั้น นั่นคือ 1) ไข่ไก่มีปริมาณน้อย เช่น ไก่ตาย อากาศร้อน โรคระบาด ผู้เลี้ยงเจ๊งเลยเลิกเลี้ยง ฯลฯ หรือ 2) ความต้องการมาก เช่น เศรษฐกิจดี นักท่องเที่ยวมาก คนมีกำลังซื้อ ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า เราไม่ควรนำไข่ไก่มาเป็นดัชนีชี้วัดข้าวยากหมากแพงในรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น
หรืออีกนัยหนึ่ง... ก็ต้องถามว่า ทำไมไข่ไก่จึงขึ้นราคาบ้างไม่ได้? คำว่าแพงในที่นี้ ก็ไม่ใช่ฟองละ 10 บาทเหมือนเพื่อนบ้านด้วยซ้ำ ขึ้นมาได้ก็ไม่กี่สตางค์ต่อฟอง ในขณะที่น้ำมันขึ้นทีลิตรละเท่าไหร่ ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสีฟัน รถยนต์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ขยับขึ้นราคากันไปเท่าไหร่แล้ว นี่ยังไม่นับค่าแรงงานที่ขยับขึ้นแล้วเช่นกัน แต่ทำไมกับราคาไข่ไก่ที่ขึ้นเพียงไม่กี่สตางค์เฉพาะในช่วงที่ Supply น้อยกว่า Demand จึงต้องมีปัญหานัก ... เป็นคำถามที่สงสัยและอยากขอความเป็นธรรมให้เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่มาตลอด
ผมมีเพื่อนเป็นเกษตรกรหลายคน ได้เห็นความเป็นไปของชีวิตพวกเขาไม่น้อย ดังเช่นในช่วงที่ราคาไข่ตกต่ำอย่างมาก เกษตรกรหลายคนจำต้องลดกำลังการผลิตคือลดการนำไก่เข้าเลี้ยง หรือแม้แต่หมูก็เช่นกัน เมื่อราคาต่ำมาก เกษตรกรก็ต้องใช้วิธีลดการนำหมูเข้าเลี้ยง ทั้งนี้ก็เพื่อพยุงธุรกิจไว้ไม่ให้เกิดขาดทุนสะสมมากนัก ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงปริมาณผลผลิตในช่วงต่อมา พอประกอบกับความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น ก็ทำให้สมดุลของอุปสงค์อุปทานคลาดเคลื่อนไป นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาไข่ไก่และหมูขยับ
ทั้งนี้ ราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ฟองละ 3.00-3.20 บาทในขณะนี้ เป็นตัวเลขที่เกษตรกรได้กำไรบ้างเพียงฟองละ 10-20 สตางค์เท่านั้น เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่สูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.90 - 3.00 บาท และเป็นต้นทุนที่ยังไม่รวมต้นทุนแฝงอย่าง ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน ด้วยซ้ำ แทบจะเรียกว่า ราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ทรงตัวอยู่ในระดับนี้ อาจจะยังไม่สามารถชดเชยขาดทุนสะสมในช่วงระยะเวลายาวนานที่ผ่านมาได้เลย
ส่วนราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มที่ขยับขึ้นมา 2-3 บาท อยู่ที่ 71 บาทต่อ กก.ในขณะนี้ ก็เป็นผลมาจากอุปสงค์-อุปทานเช่นกัน เพราะเกษตรกรลดการเลี้ยงหมูตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เนื่องจากเกิดปัญหาการขาดทุน เมื่อประกอบกับภาวะโรค PRRS และโรค PEP (โรคท้องร่วง) ในหมู ก็ทำให้หมูเสียหายลงจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันเมื่อหมูน้อยก็ต้องมีการจับหมูตัวเล็กลง จากปกติจะจับกันที่ตัวขนาด 100-105 กิโลกรัม ก็ต้องจับกันที่ตัวละ 92-93 กิโลกรัมแทน หรือหายไปประมาณ 12 กิโลกรัมต่อตัว ทำให้เริ่มส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตหมูที่เข้าสู่ตลาดในช่วงนี้
ผมจึงรู้สึกเห็นใจเกษตรกรคนเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูอย่างมากและอยากวอนให้ผู้บริโภคเข้าใจ เพราะไข่ไก่ และเนื้อหมู แม้จะเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องการอุปโภคบริโภคเหมือน น้ำมัน แต่ก็ต่างกันตรงที่ ราคาไข่ราคาหมูมีขึ้นมีลงตลอดปี ... หากจะเข้าใจสักนิด หยุดโวยสักหน่อย แล้วหันไปเลือกบริโภคโปรตีนชนิดอื่น เช่น ปลา หรือ ไก่ ทดแทนในช่วงสั้นๆ ก็จะทำให้ กลไกตลาดทำงาน และดึงราคาไข่ไก่ ราคาหมูให้ลงมาเอง ที่สำคัญ เมื่อเข้าสู่ช่วงปิดเทอม หรือเทศกาลกินเจ ราคาไข่ไก่ ราคาหมูก็จะตกต่ำลงเป็นวัฏจักรอยู่แล้ว
ถึงบรรทัดนี้ จะเป็นไปได้ไหม? ถ้าผมจะขอความเป็นธรรมสักนิดว่า เมื่อใดที่ถึงช่วงเวลาของไข่หรือหมูราคาตกต่ำ อยากเห็นผู้บริโภคออกมาโวยแทนเกษตรกรบ้างว่าราคามันต่ำเกินไป ไม่คุ้มต้นทุน ต้องช่วยกันเพิ่มราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยให้เกษตรกรอยู่รอด...เพราะที่ผ่านมาบอกตรงๆ ว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้เลยสักครั้ง






