หลายต่อหลายคนที่เข้ามานั่งตำแหน่ง "ซีอีโอการบินไทย" ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการสรรหา ที่มาจากบุคคลภายใน หรือภายนอกองค์กร
ล้วนต้องเผชิญศึกรอบด้าน สิ่งสำคัญคือปัญหาจากปัจจัยภายในองค์กร ก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กับปัจจัยภายนอก
ยิ่งภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างนี้ การบริหารธุรกิจการบินให้มีกำไร ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำคัญยิ่ง การบินไทยยังต้องแข่งกับสายการบินทั่วโลกต่างหาก
การบริหารงานที่เป็นสายบินระดับชาติ ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน มีชื่อเสียงขนาดไหน หากต้องมาบริหารองค์กรอย่างการบินไทย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในองค์กร อย่าคิดว่าจะประสบความสำเร็จได้
ซีอีโอการบินไทยหลายคนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีความรู้ ความสามารถแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนในองค์กรหรือบุคคลภายนอก แม้จะเข้ามาด้วยวิธีการใด เป็นเด็กใคร สายไหนก็ตาม สิ่งผิดปกติ ที่เกิดขึ้น คือ แทบไม่มีรายใดอยู่จนครบเทอม เมื่อบริหารไปสักระยะก็มักจะเกิดกระแสต่อต้านขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งจากภายในองค์กรและภายนอก เรียกว่า "ไม่ธรรมดา"
ใครก็ตามที่เข้ามาบริหารองค์กรนี้ ต้องประสาน"สิบทิศ" ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องของพนักงาน รวมไปถึงแรงแทรกแซงจากภายนอก
แต่ระยะหลังมานี้ มีเรื่องเม้าท์กันสนั่นว่า มี "แรงกดดัน" จากใครบางคนในบอร์ดการบินไทยที่ไม่ธรรมดา เพราะก่อนหน้านี้ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่ว่าแน่ๆ แต่สุดท้ายก็ถูกเลิกจ้างก่อนครบสัญญา ด้วยข้อหา "มีการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพกับบอร์ด มีข้อขัดแย้งถกเถียงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ปัญหาการสื่อสารกับพนักงานในองค์กร" รวมเวลาที่เจ้าตัวนั่งในตำแหน่งแค่ 2 ปี 8 เดือนกับอีก 2 วัน
ว่ากันว่า โค้งสุดท้ายก่อนลงมติเลิกจ้าง ปิยสวัสดิ์ มีข้อขัดแย้งกับ "ขาใหญ่" ในบอร์ด ชนิดที่ "ไม่มองหน้ากัน" จากคนที่สนิทสนมกลับหันหลังให้กันไปแล้ว
มาถึงยุค สรจักร เกษมสุวรรณ ที่ใครๆ ก็รู้กันดี ถึงที่ไปที่มาของการเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ซึ่งมีสัญญาว่าจ้างเมื่อ 8 ต.ค.2555
สรจักร เข้ามาในจังหวะที่มีมรสุมรอบด้าน ไม่ต่างจากซีอีโอคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากพนักงาน เรื่องของสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ สำคัญยิ่งคงเป็นเรื่องของผลประกอบ ที่ต้องไม่ เป็น "ตัวแดง"
ภายใต้การแข่งขันของธุรกิจการบินกับภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ เมื่อเพิ่มจำนวนเครื่องบินขึ้น จำนวนที่นั่งก็เพิ่มขึ้น แต่ผู้โดยสารกลับเพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยมาก แล้วอย่างนี้ มันจะมีกำไรได้อย่างไร
หากย้อนกลับไปดูผลประกอบการ เฉพาะช่วง "ไตรมาส 2" ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าค่าใช้จ่ายของการบินไทยจะสูงกว่ารายได้ทุกปี แต่ปีนี้ดูเหมือนตัวเลข "ขาดทุน" หนักหนาสาหัสอยู่กว่า 9 พันล้านบาท
เป็นธรรมดา เมื่อตัวเลขขาดทุนสูงขนาดนี้ ใครๆ ก็ "ขนหัวลุก" ไม่เฉพาะแต่ซีอีโอการบินไทยเท่านั้น แม้แต่ประธานบอร์ดก็ไม่น่าจะอยู่เป็นสุขได้ จำเป็นต้องหาทางลบล้างการขาดทุนขององค์กรให้ได้ นี่คือหลักบริหารทั่วๆ ไป
แต่สำหรับการบินไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ วันนี้ความโชคร้าย ตกอยู่ที่ สรจักร เพราะบังเอิญมาตรงกับช่วงที่จะต้องประเมินผลงานพอดิบพอดี จนทำให้บอร์ดบางคนถึงกับแย้มว่า "ค่อนข้างผิดหวังกับผลการดำเนินงาน แถมตอกย้ำด้วยซ้ำว่าจะมีผลต่อการประเมินผลงาน บอร์ดบางคนก็คอยกระซิบทำนองว่า ดีดีได้คะแนนต่ำมาก"
อย่างนี้ ไม่รู้ว่า เป็นการส่งสัญญาณล่วงหน้า เพื่อให้ซีอีโอคิดตัดสินใจอะไรบางอย่าง ก่อนที่คะแนนประเมินผลงาน จะออกมาอย่างเป็นทางการ หรือไม่
เอาเป็นว่า จากนี้ไป สรจักร จะฝ่าแรงต้านไปได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ "3 อรหันต์" เท่านั้น ที่จะขย่มเก้าอี้ซีอีโอได้สำเร็จหรือไม่? จะส่วนเป็นใครบ้าง "สรจักร" เท่านั้นที่รู้ดี เพราะวันนี้ทั้ง "3 อรหันต์" กำลังลงความเห็นตรงกันว่า สรจักร ได้คะแนนประเมินผลงานต่ำ ขณะเดียวกัน เสียงจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ในฐานะดูแลนโยบาย กลับออกมาตรงกันข้าม ที่บอกว่า การประเมินผลงานรอบ 6 เดือนแล้วตัดสินใจปลดออกเลย อาจแรงเกินไป
เรื่องนี้ คงต้องมีเดิมพันกัน ระหว่าง "3 อรหันต์" กับ "สรจักร" ว่าใครหนังเหนียวกว่ากัน!!






