ถ้าไม่นับข่าวขายหน้าที่เกิดขึ้นในรัฐสภาเมื่อวันอังคาร การพาดหัวข่าวของสำนักข่าวบีบีซีว่า เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย
เป็นข่าวที่น่าห่วงมาก เพราะบีบีซีไม่ใช่เจ้าเดียวที่กล้าฟันธงชะตาชีวิตเศรษฐกิจไทย สำนักข่าวบลูมเบิร์กก็พาดหัวในทำนองเดียวกัน อันที่จริง ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์ในต่างประเทศเขารู้กันอยู่แล้วตั้งแต่ปลายปีก่อน เนื่องจากนโยบายที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นนโยบายระยะสั้น ที่ช่วยให้เศรษฐกิจประคองตัวไปได้ แต่ไม่มีผลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว จึงคาดกันว่า สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็จะออกอาการเป๋ให้เห็น ในวันนี้ การคาดการณ์นั้นก็ได้กลายเป็นความจริงแล้ว
ที่น่ากังวลใจก็คือการที่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงในที่ประชุม ครม. ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่น่าห่วงอย่างที่มีข่าวออกมา ยิ่งพอได้ฟังความเห็นของ รท.หญิงสุนิสา เลิศภควัตร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปี 2556 ดีกว่าครึ่งแรกของปี 2555 และยังย้ำว่ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ ความเห็นที่สวนทางกับอารมณ์ของประชาชนไทย และสำนักข่าวต่างประเทศเช่นนี้ ชวนคิดว่า จริงๆ แล้วเศรษฐกิจไทยอยู่ไหนสภาพไหนกันแน่
ลองมาดูข้อมูลที่น่าจะเป็นชุดเดียวกับที่คุณกิตติรัตน์ และ รท.หญิงสุนิสาใช้ในการวิเคราะห์ว่าเป็นจริงตามที่ทั้งสองท่านแสดงความเห็นไว้หรือไม่ข้อมูลที่ใช้คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายไตรมาส หรือที่เรียกกันติดปากกว่า GDP ซึ่งใครๆ ก็สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ข้อมูลที่เลือกนำมาเสนอมีสองชุดด้วยกัน ชุดแรกเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาตลาด ดูได้จากรูปที่ 1 ชุดที่สองเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาปีฐานที่ใช้ปี 2531 มาเป็นฐานในการคำนวณ ดูได้จากรูปที่ 2
คำถามก็คือ แล้วจะเชื่อข้อมูลชุดไหนดี?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ จะต้องเข้าใจก่อนว่าข้อมูล GDP ทั้งสองชุดนี้ต่างกันอย่างไร
การคำนวณ GDP คือ การวัดมูลค่าของสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศในแต่ละปี มูลค่าเกิดจากราคาคูณด้วยปริมาณ เช่น ถ้าปีนี้ประเทศไทยผลิตเสื้อได้ 10 ตัว ราคาตัวละ 250 บาท มูลค่าของ GDP ในปีนี้จะเท่ากับ 10 x 250 = 2,500 บาท นี่คือการวัด GDP ณ ราคาตลาด ปัญหาก็คือ ถ้าปีต่อไปยังผลิตเสื้อได้ 10 ตัว แต่เสื้อแพงขึ้นเป็นตัวละ 300 บาท GDP ในปีต่อไปจะเพิ่มเป็น 3,000 บาท หากดูตัวเลขรวมดูเหมือนว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดี แต่หากมองให้ลึกลงไป นี่มันข่าวร้ายๆ ชัดๆ เพราะทั้งประเทศยังมีเสื้ออยู่แค่ 10 ตัวเหมือนปีที่แล้ว แต่ดันแพงกว่าเดิมอีก ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่ควรวัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจาก GDP ณ ราคาตลาด
เพื่อแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนในการคำนวณจากผลของราคา จึงมีการเสนอให้คำนวณ GDP โดยใช้ราคาปีฐาน จากตัวอย่างข้างต้น ราคาปีฐานก็คือปีที่แล้วที่เสื้อราคาตัวละ 250 บาทถ้าปีต่อไปผลิตเสื้อได้ 10 ตัวเหมือนเดิม มูลค่ารวมก็ยังคงเป็น 2,500 บาท แสดงว่าเศรษฐกิจไม่ได้มีการขยายตัว แต่ถ้าเกิดปีต่อไปผลิตเสื้อได้ 20 ตัว คิดที่ตัวละ 250 บาท (ราคาปีฐาน) GDP จะมีค่าเท่ากับ 5,000 บาท และเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการที่ประเทศผลิตเสื้อได้มากขึ้นจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ในการวิเคราะห์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เราจึงนิยมใช้การวิเคราะห์ด้วยราคาของปีฐานมากกว่า เพราะสะท้อนการขยายตัว (หรือหดตัว) ที่แท้จริง
มาดูข้อมูลในรูปที่ 1 จะเห็นว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ GDP ณ ราคาตลาดสูงกว่าในปีที่แล้ว แสดงว่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวโดยอัตราการขยายตัวในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 เทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 เท่ากับ 1.2% ไตรมาสที่ 2 เทียบกับไตรมาสแรกของปี 2556 มีอัตราการขยายตัวเท่ากับ -1.6% จำตัวเลขอัตราการขยายตัว -1.6% ไว้ให้ดี แล้วมาดูรูปที่ 2 กัน
ข้อมูลในรูปที่ 2 มีความน่าสนใจอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ มูลค่า ณ ราคาปีฐานต่ำกว่าราคาตลาด เรื่องที่สอง คือ GDP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 เกือบจะเท่ากับ GDP ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2555 แสดงว่า 18 เดือนที่ผ่านมา เงินทองมหาศาลที่รัฐบาลทุ่มลงไป แม้จะช่วยสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นสักเท่าไหร่เลย เรื่องสุดท้าย คือ อัตราการขยายตัวติดลบเพิ่มขึ้นจาก -0.3% ในไตรมาสที่ 1 เป็น -4.7 ซึ่งสูงกว่าตัวเลข -1.6% จากรูปที่ 1 ถึง 3 เท่า แสดงว่า เศรษฐกิจหดตัวลงค่อนข้างแรง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดประชาชน นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศจึงใจตรงกันหมด เพราะดูแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าห่วงจริงๆ
เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองท่านที่ถูกกล่าวถึงในตอนต้น ข้อมูลที่ทั้งสองท่านใช้เป็นการเปรียบเทียบเป็นอัตราการขยายตัวของ GDP ณ ราคาปีฐานเช่นกัน แต่เป็นการเปรียบเทียบแบบปีต่อปี ไม่ใช่ไตรมาสต่อไตรมาสเหมือนที่ได้แสดงไว้ในบทความนี้ ซึ่งหากดูอัตราการขยายตัวแบบปีต่อปี ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า 6 เดือนแรกของปีที่แล้วจริง อย่างไรก็ตาม การมองการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในช่วงเวลาสุ่มเสี่ยงเช่นนี้นั้น กรอบการมองจะต้องเป็นแบบช็อตต่อช็อต นั่นคือ จะต้องเปรียบเทียบไตรมาสก่อนกับไตรมาสนี้ เพื่อจะได้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
ข้อมูลที่นำมาเสนอชี้ให้เห็นกันจะจะ แล้วว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีอย่างที่คิดจริงๆ เลิกใช้ตัวเลขแก้ต่าง ยอมรับความจริง แล้วลงมือแก้ปัญหาเสียทีจะดีกว่า






