เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมนำเนื้อหาจากการสัมภาษณ์บิล เกตส์ ของนิตยสารฉบับหนึ่งมาเสนอ เนื่องจากเขาเป็นหัวจักรใหญ่
ในการสร้างบริษัทขนาดยักษ์ไมโครซอฟท์และก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนำทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของเขาไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก การสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งจึงพูดถึงบทบาทของเขาในองค์กรทั้งสองนั้น
บทความนั้นมิใช่ครั้งแรกที่ผมเขียนถึงบิล เกตส์และมหาเศรษฐีอเมริกัน ผมเขียนถึงพวกเขาหลายต่อหลายครั้งทั้งในรูปของบทความตามหน้าหนังสือพิมพ์และในรูปของหนังสือ แรงจูงใจในการเขียนมิใช่การให้ความสำคัญแก่การมีทรัพย์สินมากมายของพวกเขา หากเป็นการสังเคราะห์แนวคิด การดำเนินชีวิตและวิธีการแสวงหาทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อนำมาเสนอสำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสติดตามเรื่องราวของพวกเขามากนัก ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นน่าจะให้แง่คิดที่ผู้อ่านอาจนำไปเสริมฐานทางด้านความรู้และความคิดของตนได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อบทความแพร่ออกไป ผมมักได้รับความเห็นกลับมาว่า แรงจูงใจที่ทำให้บรรดามหาเศรษฐีเหล่านั้นบริจาคมิใช่ความใจบุญสุนทาน หากเป็นความต้องการหลบเลี่ยงภาษี นั่นอาจมีฐานของความเป็นจริงอยู่บ้างในหลายๆ กรณี แต่สำหรับมหาเศรษฐี 3 คนซึ่งผมเขียนถึงบ่อยคือ บิล เกตส์ จอร์จ โซรอส และวอร์เรน บัฟเฟตต์ การหลบเลี่ยงภาษีดูจะไม่มีน้ำหนักสักเท่าไร
ผมเริ่มเขียนถึงบิล เกตส์ และจอร์จ โซรอส ไม่นานหลักจากเริ่มงานเขียนอย่างจริงจังดังที่มีอยู่ในหนังสือ ชื่อ “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2543 (อาจดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.org หรือจาก www.openbase.in.th “เสือ” ได้แก่ ไทเกอร์ วูดส์ “สิงห์” ได้แก่ จอร์จ โซรอส “กระทิง” ได้แก่ บิล เกตส์ และ “แรด” ได้แก่ บิล คลินตัน) อีกคนหนึ่งซึ่งผมเขียนถึงหลายครั้งหลังจากนั้นได้แก่วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวมทั้งในหนังสือชื่อ “มหาเศรษฐีขี้ไม่เหนียว” (เล่มนี้พิมพ์เมื่อปี 2554 ซึ่งพูดถึงแนวคิดของทั้งสามคนนั้นและของเศรษฐีอเมริกันอีก 15 คน แต่ยังดาวน์โหลดฟรีไม่ได้เนื่องจากลิขสิทธิ์ยังเป็นของสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊ค)
ผู้ที่อ้างเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีอาจไม่มีข้อมูลละเอียดนักเกี่ยวกับการหักทรัพย์สินที่บริจาคของชาวอเมริกันออกจากรายได้ที่จะต้องเสียภาษี จริงอยู่กฎหมายภาษีรายได้ส่วนบุคคลอนุญาตให้พวกเขานำมูลค่าของทรัพย์สินและเงินที่บริจาคเพื่อการกุศลมาหักออกจากรายได้ที่จะต้องเสียภาษี แต่มีข้อแม้ว่ามูลค่านั้นจะต้องไม่เกิน 50% ของรายได้ในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น ในปีหนึ่ง มหาเศรษฐีเช่นบิล เกตส์ อาจมีรายได้จากเงินเดือนประจำและเงินปันผลจากบริษัทที่เขามีหุ้นอยู่เป็นเงิน 100 ล้านดอลลาร์ เขาสามารถนำไปหักออกจากรายได้ที่จะต้องนำไปเสียภาษีได้ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์แม้ในปีนั้นเขาจะบริจาคทรัพย์สินซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในบริษัทไมโครซอฟท์ที่มีค่าถึง 6 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม การบริจาคขนาดนี้เขาเคยทำมาแล้ว
ภาษีที่มหาเศรษฐีอาจหลีกเลี่ยงได้มากได้แก่ ภาษีมรดก ซึ่งในปัจจุบันชาวอเมริกันที่มีทรัพย์สินไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สามารถยกให้ทายาทเมื่อตนตายได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่วนที่เกิน 5 ล้านดอลลาร์จะต้องเสียภาษีในอัตรา 40% ฉะนั้น ทรัพย์สินที่บิล เกตส์ บริจาคให้มูลนิธิของเขาหลายหมื่นล้านดอลลาร์นั้นจะไม่ถูกเก็บภาษีมรดก แต่มันก็มิได้ตกเป็นของทายาทของเขา หากเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล
อนึ่ง อาจไม่เป็นที่ทราบกันอย่างขว้างขวางนักว่า ในระหว่างที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เรืองอำนาจ เขาพยายามเปลี่ยนกฎหมายให้ยกเลิกภาษีมรดกทั้งหมด แต่บิล เกตส์และพ่อของเขาออกมาต่อต้าน เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลอเมริกันพยายามจะผ่านกฎหมายภาษีที่จะเก็บจากบรรดามหาเศรษฐีในอัตราที่สูงกว่าอัตราปัจจุบัน ร่างกฎหมายนั้นถูกต่อต้านอย่างหนักจากพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าถือหางทางฝ่ายคนมีเงิน แทนที่จะต่อต้านเช่นคนมีเงินเป็นส่วนใหญ่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลับออกมารณรงค์สนับสนุน เขามิได้รณรงค์เปล่าๆ เขาอาสาส่งเงินไปให้รัฐบาลก้อนหนึ่งซึ่งมีค่าเท่ากับส่วนต่างระหว่างภาษีที่เขาเสียเมื่อปีที่แล้วกับภาษีที่เขาจะต้องเสียหากร่างกฎหมายนั้นผ่านรัฐสภา
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์จะบริจาคทรัพย์สินของเขาถึง 99% ผ่านมูลนิธิของบิลเกตส์หลังจากเขาเสียชีวิต และตอนนี้ก็เริ่มบริจาคเป็นหลักพันล้านดอลลาร์แล้ว นอกจากนั้น ทั้งสองยังพากันไปชักชวนมหาเศรษฐีให้มาร่วมบริจาคอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของทรัพย์สินของตนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ณ วันนี้ มหาเศรษฐีอเมริกันและครอบครัวจำนวน 113 คนได้ให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะเข้าร่วมรวมทั้งมหาเศรษฐีพันล้านวัยเยาว์มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คด้วย (รายละเอียดอาจหาได้ในเว็บไซต์ www.givingpledge.org)
จอร์จ โซรอส ไม่ได้เข้าร่วมในกลุ่ม 113 คนนั้น ณ วันนี้ยังไม่มีอะไรชี้บ่งว่าเขาจะเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาได้เริ่มบริจาคเงินจำนวนนับพันล้านดอลลาร์มานานก่อนบิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเริ่มบริจาคอย่างจริงจัง การบริจาคของเขากระจัดกระจายออกไปในหลายด้านรวมทั้งเพื่อสนับสนุนงานทางด้านสังคม การศึกษาและการพัฒนาประชาธิปไตยในต่างประเทศดังที่เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” เขาเป็นคนเดียวใน 3 คนนี้ที่บริจาคเงินจำนวนมากสนับสนุนงานการเมืองทั้งในอเมริกาและในต่างประเทศ การบริจาคชนิดนี้นำไปหักภาษีไม่ได้
ฉะนั้น มองโดยรวม จึงน่าจะสรุปได้ว่าสำหรับการบริจาคของมหาเศรษฐี 3 คนนี้ การนำไปหักภาษีได้มิใช่แรงจูงใจหลักอย่างแน่นอน






