วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศรีลังกา หลังสิ้นสงครามกลางเมือง

ทอดตาไปทั่วแผ่นโลกยุคใหม่ มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่เอาชนะสงครามก่อการร้ายอย่างสิ้นเชิงได้ด้วยการใช้กำลัง ไม่ใช่การไกล่เกลี่ย

ศรีลังกาคือประเทศนั้น สงครามกลางเมืองยาวนานกว่า 30 ปีสิ้นสุดลง พร้อมกับความพยายามพลิกฟื้นชาติที่ย่อยยับด้วยความอ่อนโยนและระมัดระวัง กระนั้นก็ตาม อุปสรรคใหม่ในวันนี้ของศรีลังกายังมีอีกมาก ที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่รู้ว่าประสบการณ์รบกับกบฏทมิฬจะช่วยได้แค่ไหนกับศึกใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญ นั่นคือ ความขัดแย้งระหว่างศาสนาที่อาจพาไปสู่วังวนของการก่อการร้ายอีกครั้ง และการพาประเทศลักษณะหยดน้ำตาประเทศนี้เข้าสู่กรอบเวทีระหว่างประเทศ

ศรีลังกาอาจเป็นตัวอย่างอันดีของนักการทหาร มิใช่นักเจรจา เนื่องจาก ศรีลังกาเป็นประเทศเดียวที่ทุ่มเทกำลังรบตามแบบเข้าบดขยี้ถอนรากถอนโคนฝ่ายกบฏแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีขีดความสามารถไม่ด้อยกว่ากัน จนกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tamil Tiger Ealam - LTTE) ล่มสลายทั้งขบวนการเมื่อปี 2552 ผู้นำที่มีชื่อเสียงโหดร้ายและเคยมีอิทธิพลสูงที่สุดในประเทศอย่าง Velupillai Prabhakaran ตายในที่รบ กองทัพกบฏที่มีทั้งเรือดำน้ำและเฮลิคอปเตอร์ ที่เคยยึดครองทั้งน่านน้ำและแผ่นดินเกือบ 1 ใน 3 ของเกาะ มีกองร้อยพลีชีพก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายนับไม่ถ้วน ทำให้คนกว่า 85,000 เสียชีวิต รวมทั้งอดีตประธานาธิบดี Rajiv Gandhi ของอินเดียด้วยนั้นต้องสิ้นซากไปตลอดกาล เหลือเพียงพวกดิ้นรนในต่างประเทศไม่กี่หยิบมือที่ไม่สามารถทำให้กลุ่มกบฏก่อเหตุได้อีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นความภูมิใจของคนสิงหล หรือชาวพุทธในศรีลังกา

ทุกวันนี้ชาวสิงหลที่ถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังนำประเทศไปสู่โอกาสใหม่ๆ พ้นจากการถูกลิดรอนมาเป็นเวลานานด้วยสงคราม ในด้านการเมือง เมื่อไม่มีฝ่ายกบฏแล้ว เสถียรภาพก็มีมากขึ้น นักการเมืองชาวทมิฬอาจจะไม่พอใจหรือประชดประชันรัฐบาลบ้าง แต่ไม่สามารถกระตุ้นคนในทางผิดได้ ที่ดียิ่งกว่านั้นคือพวกเขาจำนวนมากที่มีอดีตกับกลุ่มกบฏก็กลับลำมาสนับสนุนรัฐบาลสร้างความปรองดองอย่างเต็มที่ รัฐบาลก็พยายามเอื้อประโยชน์ทางสังคมให้กับชนกลุ่มน้อยมากขึ้น เช่น ว่ากันว่าผู้บัญชาการภาคทหารจำนวน 5 ภาคของศรีลังกาเป็นชาวสิงหลเพียงหนึ่ง นอกนั้นเป็นชนกลุ่มน้อย การส่งเสริมการท่องเที่ยวชายฝั่งตะวันออกของประเทศนั้น ชาวทมิฬได้ประโยชน์โดยตรงจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในพื้นที่ โครงการช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยทั้งทางการลงทุน การรักษาวัฒนธรรมสังคม และการรับคนหลงผิดกลับสู่สังคมประสบความก้าวหน้า แต่กระนั้นศรีลังกาก็ยังมีเรื่องอีกมากต้องเผชิญ

การที่ศรีลังกาเป็นเกาะกลางมหาสมุทรอินเดีย กึ่งระหว่างอาเซียนกับตะวันออกกลางนั้น อาจมองว่าเหมือนกับสิงคโปร์ ที่ควบคุมเส้นทางส่งกำลังบำรุงได้หมด แต่ศรีลังกาไม่ถึงขนาดนั้น มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ทำให้เกาะนี้ถูกอ้อมผ่าน สงครามทำให้ไม่มีใครอยากมาลงทุน ไม่มีความเกี่ยวพันทางเชื้อชาติกับประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มอื่น และที่สำคัญคืออยู่ใต้ร่มของอินเดียที่โตกว่าแทบบังมิด เมื่อหลายปีก่อนศรีลังกาอยากจะเข้าร่วมอาเซียนแต่ไกลไป ศักยภาพก็ไม่แรงพอจะเป็นพวก Dialogue Plus กะเขาได้ รัฐบาลโคลอมโบต้องอยู่กับองค์กร SAARC ที่ยังก้าวไปไม่ถึงไหน และกรอบ IOC-ARC ที่หลวมกว้างเกินไป ความท้าทายใหม่ของศรีลังกาคือต้องมุ่งตะวันออกและฉีกตัวจากอินเดีย

ด้วยความที่เป็นเพื่อนบ้านที่ขนาดต่างกันมาก ทำให้ศรีลังกาหวาดระแวงอินเดีย โดยเฉพาะชาวทมิฬจากแคว้นทมิฬนาฑูซึ่งมีจำนวนมากกว่าชาวทมิฬในศรีลังกาเสียอีก นอกจากการลักลอบเข้าเกาะลังกาจากฝั่งอินเดียแล้ว นักการเมืองของทมิฬนาฑูกับรัฐบาลโคลอมโบก็ไม่ค่อยจะถูกกัน ในช่วงนี้ศรีลังกาเอาจีนเข้ามาถ่วงดุลอิทธิพลอินเดีย เมื่อไม่กี่วันก่อนก็พึ่งเปิดเทอร์มินัลยักษ์ของจีนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ที่มาสร้างให้ท่าเรือ Colombo เป็นส่วนหนึ่งของ String of Pearl ที่จีนกำลังวางท่าส่งกำลังบำรุงไว้ตลอดเส้นทางสู่ยูนนาน ถึงงานนี้เป็นการท้าทายอินเดีย แต่ก็ดีดให้ศรีลังกามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้น ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน จะได้เห็นก้าวที่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้กระชับความตกลงที่ใกล้ชิดกับอาเซียนเข้าไปอีก

แต่ภัยคุกคามประเด็นใหม่ที่เกาะลังกาต้องเผชิญแทนที่กบฏทมิฬ ก็คือภัยคุกคามลัทธิก่อการร้ายที่กำลังเข้าแทรกซึมมุสลิมในประเทศ เรื่องนี้อาจจะน่าสะพรึงกว่า LTTE ก็ได้ เพราะขณะที่ LTTE มีเพียงแนวร่วมทมิฬลังกาไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นในยุโรปกับแคนาดา พวกชื่นชอบแนวคิดสไตล์อัลไกดานั้นมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า หยิบยื่นความตายและความปวดหัวมาแล้วทุกแห่งหน แถมถ้ามีเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชาวมุสลิม องค์กรและประเทศอิสลามที่มีอยู่ทั่วโลกก็พร้อมจะกดดันรัฐบาลทันที แต่ละย่างก้าวของประธานาธิบดี Mahinda Rajapaksa และคณะ จึงน่าจะต้องใช้ความระมัดระวังกว่าการแก้ปัญหากับชาวทมิฬ ยิ่งในเวลานี้กระแสพุทธปะทะอิสลามชักจะล้นออกนอกประเทศพม่าแล้ว มีการก่อเหตุในพื้นที่ที่พุทธเป็นชนกลุ่มน้อย เช่น บังกลาเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่ศรีลังกานั้นต่างออกไปหน่อย เพราะชาวพุทธเป็นชนกลุ่มใหญ่ และเป็นพุทธที่ถึงจะอ่อนโยน มีคลาส แต่ก็ไม่ยอมใคร ปีนี้จึงมีเหตุปะทะกับชาวมุสลิมมากขึ้น เรื่องอ่อนไหวนี้ถ้าไม่หาทางจัดการอย่างเหมาะสม เกาะรูปหยดน้ำตาก็อาจจะกลับไปอาดูรอีก

ศรีลังกากับไทยน่าจะใกล้ชิดกันมากกว่านี้ ด้วยความที่ศาสนาพุทธของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงเกื้อกูลกันในประวัติศาสตร์ แต่ด้วยภูมิศาสตร์และบริบทระหว่างประเทศที่ไกลกันทำให้ชาวพุทธทั้งสองประเทศยังไม่เชื่อมถึงกันในมิติอื่นเท่าใดนัก ก็ได้แต่หวังว่าในวันนี้ที่โลกร้อยรัดกระชับใกล้กันขึ้น ไทยจะไม่น้อยหน้าจีน ในฐานะผู้เปิดประตูตะวันออกให้ศรีลังการ่วมวงไพบูลย์ในอันที่จะทำให้เกาะแห่งนี้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น