เราเห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสอง ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประกาศออกมาโตแค่ 2.8%
ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5.4% ขณะเดียวกันได้หั่นเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจเหลือ 3.8-4.3% เพราะกังวลเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากระทบการส่งออก ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลต่อการลงทุนและการท่องเที่ยว ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งหลาย ต้องนั่งถกกันต่อไปว่าในครึ่งปีหลัง มีพันธกิจอะไรบ้างที่ต้องทำ เพราะทิศทางเศรษฐกิจไทยกำลังเดินในเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงจะขยายตัวต่ำกว่า 4%ได้ นอกเสียจากเรายอมรับสภาพที่จะขยายตัวในระดับดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาจากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ยังไม่หลุดกับดักรายได้ปานกลางแล้ว เศรษฐกิจไทยควรที่จะขยายตัวระดับ 5% นับจากนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ต้องหาทางให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวในระดับที่เหมาะสมเพราะ หากรายได้ประเทศต่ำกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น จะส่งผลกระทบอีกหลายปัจจัยตาม โดยเฉพาะศักยภาพในการชำระหนี้ของประชาชน ในยามที่หนี้ครัวเรือน พุ่งมาอยู่ที่ระดับ 80% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)
สภาพัฒน์ ได้ออกมาเปิดเผยว่าจีดีพี ไตรมาสที่ 2 ปี 2556 ขยายตัว 2.8 % มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งแม้ว่า 2 ปัจจัยนี้ยังชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 แต่ก็ยังเป็นแรงส่งในไตรมาส 2 ส่วนในด้านการผลิตมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของสาขาโรงแรมและภัตตาคาร อสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีกค้าส่งและการเงิน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนั้น มี 4 ปัจจัย ประการแรกความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นไปอย่างช้า การเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินหลักและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงปรับสมดุลทางเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะมีผลต่อการส่งออกของไทย ประการที่สองแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มลดลง โดยเฉพาะเฉพาะแรงส่งจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์ให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรกส่งผลให้ไตรมาส 1 ปีนี้ การจำหน่ายรถยนต์อยู่ที่ 398,142 คัน ขณะที่ไตรมาส 2 ปีนี้ลดเหลือ 327,543 คัน ประการที่สาม การลงทุนภาครัฐล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ทั้งการลงทุนโครงการใหญ่ของภาครัฐ และประการที่สี่ ความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมือง
เราเห็นว่าหากรัฐบาลยังคิดในกรอบเดิมๆ และออกนโยบายแค่หวังผลทางการเมือง คนไทยต้องเตรียมใจได้เลยว่าเศรษฐกิจไทยจะโตระดับไม่เกิน 4%ไปอีกนาน เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ ที่ต้องคิดอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมๆ เพราะวันนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา ยังคงอาศัยความได้เปรียบด้านแรงงาน อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากร ขณะที่ภาวการณ์ของธุรกิจสมัยใหม่นั้น ดร.บัณฑิต นิจถาวร ได้เขียนบทความใน"กรุงเทพธุรกิจ"ฉบับจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2556 ไว้น่าสนใจว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจยุคดิจิทัลขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ จากเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่เดิม มาเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่หลายคนเปรียบว่าเป็นการปฏิวัติทางเศรษฐกิจครั้งที่สาม
เรื่องแรก เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สินค้าและบริการในเศรษฐกิจโลกแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่ม “ยิ่งวันยิ่งถูก” อีกกลุ่ม “ยิ่งวันยิ่งแพง” กลุ่มแรกจะเป็นสินค้าและของใช้ที่เคยแพงจากการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เดิม เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกลงจนทุกคนสามารถซื้อหาได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ประจำบ้านต่างๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร และรถยนต์ อีกกลุ่มเป็นสินค้าที่ยิ่งวันยิ่งแพง เพราะการผลิตใช้ทักษะแรงงานเฉพาะตัวที่มีความแตกต่าง ไม่สามารถคัดลอก หรือก๊อบปี้เป็นสินค้าแบบเหมาโหลได้ ที่สำคัญโลกธุรกิจใหม่ คนในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ไม่รู้จักกันกำลังทำธุรกิจร่วมกันโดยตรง ไม่ผ่านระบบเศรษฐกิจปกติ โลกธุรกิจใหม่นี้กำลังมาแรง เป็นโลกธุรกิจใหม่ของการแบ่งปันและความร่วมมือ
เราเห็นว่าแนวทางหรือสิ่งที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและรัฐบาล ต้องเริ่มคิดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อยู่ที่การสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นั้นหมายความว่าหาช่องทาง หรือมาตรการที่ส่งเสริม กระตุ้นให้เอกชนลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม เห็นได้จากปี 2554 การลงทุนเอกชนขยายตัว 7.2% ปี 2555 ขยายตัว 14.4% ส่วนปีนี้สภาพัฒน์ คาดว่าจะโตเพียง 4%เท่านั้น เห็นตัวเลขนี้ทุกภาคส่วนต้องตระหนักให้มากว่าหากยังปล่อยให้การลงทุนภาคเอกชนแย่ลงเรื่อยๆ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อาจจะมีปัญหา ซึ่งนั้นหมายความว่ารัฐบาลต้องคิดถึงมาตรการจูงใจ มาตรการส่งเสริม รวมถึงสร้างบรรยากาศให้เกิดการลงทุน นี้คือประเด็นที่เราเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจต้องเริ่มคิด






