ประสบการณ์ของการนั่งรถเมล์ และรถไฟชั้นสามของรัฐมนตรีคมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นประเด็นน่าสนใจ
และควรที่รัฐมนตรีทุกคนจะหาทาง “ลงพื้นที่” แบบชาวบ้านเพื่อเสาะหาข้อมูลและความรู้ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละท่าน
หรือจะทำอย่างนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ที่ปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่ เพื่อพูดคุยกับประชาชนให้ได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของคนเดินถนนก็ไม่เลว
แม้จะมีคนบอกว่า การที่นักการเมืองทำอย่างนี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการหาเสียงและสร้าง "ภาพลักษณ์" แต่ผมก็เชื่อว่านั่นไม่ได้เป็นปัญหา ตราบเท่าที่กิจกรรมนั้น ๆ ได้ทำให้นักการเมืองคนนั้นได้เรียนรู้อะไรจากคนธรรมดาทั่วไป และนำมาปรับปรุงหน้าที่งานการของตนเองเพื่อทำให้ "ภาพลักษณ์" ของตนเองดีขึ้น
พอคุณชัชชาติ ขึ้นรถเมล์ ก็ได้รู้ว่าชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง และเมื่อทีมงานของท่านเปิดหน้า Facebook เพื่อขอความเห็นของคนทั่วไปว่า รถเมล์สายไหนมีคำร้องเรียนมากที่สุด, ท่านก็พบว่าสาย 8 มีบริการที่แย่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมารยาทคนขับและกระเป๋ารถ หรือการซิ่งรถเร็วเกินเหตุ ไม่จอดที่ป้าย หรือปล่อยให้ผู้โดยสารลงกลางทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเจอเจอะอยู่เป็นประจำ แต่เจ้ากระทรวงเพิ่งจะรับรู้
หรือเมื่อท่านตีตั๋วชั้น 3 นั่งรถไฟขบวน 135 จากบางซื่อไปสุรินทร์ กำหนดออกจากสถานีบางซื่อ 07.10 น. ถึงสุรินทร์ 15.07 น. ราคาตั๋ว 183 บาท แต่รถไฟออกช้าประมาณ 30 นาที
และท่านก็เขียนรายงานในเฟซบุ๊คว่าอย่างนี้
“วันนี้เดินทางมาถึงสุรินทร์ เรียบร้อยดีครับ เต็มไปด้วยความประทับใจบนรถไฟ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง แต่ก็เป็น 10 ชั่วโมงที่มีประโยชน์ ไม่เบื่อ และได้ความรู้ ข้อมูล ข้อแนะนำดีๆ เยอะเลยครับ...
...ระหว่างที่อยู่บนรถไฟได้คุยกับพนักงานขับรถที่ขับมา 30 ปี ตำรวจรถไฟที่ใกล้เกษียณ พนักงานเดินรถ นายสถานี พ่อครัว คนทำความสะอาด นายช่างโยธา ผู้โดยสาร คุณแม่กับลูกชายวัย 1 ขวบ ที่เดินทางมาจากสุราษฎร์ธานี เพื่อไปศรีสะเกษ ทางรถไฟ คุณลุงอายุ 70 อดีตแชมป์มวยทหารโลก อาจารย์ นักเรียน หรือ แม้กระทั่งคนเมาที่มาคุยด้วย...
...ทุกคนร่วมกันแบ่งปันความเห็น ข้อแนะนำ ปัญหาต่างๆ จากประสบการณ์ และชีวิตของคนใช้รถไฟจริงๆ ถึงแม้ว่ารถไฟยังมีปัญหาต่างๆ ที่รอให้ต้องแก้ไขอีกมาก ผมเชื่อมั่นว่ารถไฟจะกลับมาเป็นทางเลือกของการเดินทางสำหรับคนไทยได้อย่างแน่นอน ถ้าเรามุ่งมั่นพัฒนาแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจังครับ...
...ไม่อยากให้ทุกท่านหมดหวังกับรถไฟไทยครับ ปัญหาต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบันหลายๆอันเป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง จากปัญหาการจัดการที่สะสมมานาน...
...ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ในวันนี้ จะนำไปใช้ในการปรับปรุง พัฒนา รถไฟไทยให้ดีขึ้น ในปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการต่างๆ ที่ให้ความสำคัญการขนส่งระบบรางอีกครั้ง...
...อาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ แต่ผมมั่นใจว่าเราทำได้ครับ”
เมื่อนั่งรถเมล์และรถไฟชั้น 3 แล้ว, ท่านรัฐมนตรีคมนาคมก็คงจะต้องคิดว่า จะปลอมตัวตีตั๋วชั้นประหยัดของสายการบินแห่งชาติ เพื่อจะค้นหาความจริงทำนองเดียวกันเพราะเพิ่งมีข่าวขาดทุนไตรมาส 2 กว่า 8 พันล้านบาทจนท่านบอกว่าจะต้องสืบเสาะหาเหตุผลให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หากจะสรุปสาเหตุแห่งปัญหาของบริการการขนส่งทั้งบกและอากาศของประเทศไทยแล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไร
หากรัฐบาลจะทุ่มเงิน 2.2 ล้าน ๆ บาทเพื่อลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐาน" สำหรับอนาคตของประเทศ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ และจำเป็นต้องทำมากกว่าการสร้างวัตถุ, ถนนหนทาง และรางรถไฟก็คือ “ระบบการบริหาร” ที่จะต้องแยกออกจากการเมืองและระบบราชการที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวง และเป็นต้นตอของปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีไปพบบนรถเมล์และรถไฟกับสายการบินของเรานี่เอง
ที่การขนส่งของเรายังขาดทุนและมีบริการต่ำกว่ามาตรฐานทุกวันนี้เพราะนักการเมืองตั้งคนของตนเข้าไปบริหาร และระบบราชการยังครอบงำการทำงานองค์กรที่เกี่ยวกับการขนส่งเกือบทั้งหมด
การบินไทยแม้จะได้ชื่อว่าเป็น "บริษัทมหาชน" ในนาม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังอยู่ใต้อำนาจของการเมือง และไม่ว่ามืออาชีพเก่งกาจจากไหน เมื่อเข้าไปบริหารแล้วก็ไม่อาจจะปรับเปลี่ยนหรือ "ยกเครื่อง" ระบบที่เป็นสาเหตุแห่งการขาดทุนและขาดประสิทธิภาพที่ฝังรากลึกได้
ยิ่งเมื่อการแข่งขันระหว่างประเทศทางด้านการขนส่งมีความรุนแรงเข้มข้นอย่างทุกวันนี้, การที่รถไฟ, รถโดยสาร, และสายการบินของไทยเรายังอยู่ในโครงสร้างเก่าอย่างที่เห็นอยู่, รัฐมนตรีท่านจะแอบไปนั่งกี่ครั้งกี่หน, ปัญหาก็คงยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คนไทยมีมืออาชีพที่ฝีมือเทียบทันต่างประเทศมากมาย แต่พวกเขาขยาดกับระบบการเมืองและความยุ่งยากของระบบผลประโยชน์ทับซ้อนจนไม่กล้าอาสามาทำงานให้
คนที่เข้าไปแล้ว เจอปัญหาก็เข็ดขยาด คนที่ยังไม่เข้า พอได้ยินได้ฟังปัญหาก็เบือนหน้าหนีไปตาม ๆ กัน
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอะไร ๆ จึงเป็นอย่างที่เป็นอยู่






