นับตั้งแต่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้มีนโยบายการสร้างความสัมพันธ์
กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยการชูยุทธศาสตร์ US Rebalancing Strategy "Asian Pivot" โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้จากการที่ประธานาธิบดีโอบามาเดินทางมาเยือนประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมาร์ หลังจากการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 รวมถึงการส่งตัวแทนระดับสูง เช่น ฮิลลารี คลินตัน มาเยี่ยมเยียนประเทศในแถบนี้บ่อยครั้ง
และในทางกลับกันสหรัฐอเมริกาพยายามจะสร้างสัมพันธไมตรีที่เหนียวแน่นกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยการเชิญผู้นำประเทศ เช่น บรูไน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และล่าสุดผู้นำจากเวียดนามไปพบปะที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี ซี ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แต่เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาผู้นำประเทศที่ได้รับเชิญให้พบประธานาธิบดีบารัก โอบามานั้น ไม่ได้มีชื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แม้ว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา มีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 180 ปี แต่นับตั้งแต่การเยือนทำเนียบขาวในปี ค.ศ. 2005 ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีไทยหรือผู้นำแถวหน้าของประเทศคนใดได้รับเชิญให้พบกับประธานาธิบดีสหรัฐอีกเลย ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้ โดยเฉพาะคนไทยซึ่งเริ่มจะเกิดความรู้สึกว่าสหรัฐเอาใจออกห่างและไทยเองถูกลดความสำคัญลงไปมากกว่าแต่ก่อน
หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในแง่เศรษฐกิจและการเมือง ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากญี่ปุ่น และจีน และเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงในประเทศไทยมากเป็นอันดับต้นๆ มาโดยตลอดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 25 ของสหรัฐอเมริกาและมีมูลค่าการค้าการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ทางด้านความสัมพันธ์ทางด้านกองทัพและการทหาร ประเทศไทยยังเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของกองทัพสหรัฐฯ มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเวียดนาม และในปีที่ผ่านมาการที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการฝึกร่วมผสม Cobra Gold ซึ่งเป็นการฝึกกองกำลังทหารระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภาคพื้นแปซิฟิก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งของทั้งสองกองทัพได้เป็นอย่างดี
ในรายงานของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies- CSIS) ที่กรุงวอชิงตัน ดี ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ชี้ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามาควรจะเชิญนายกฯ ยิ่งลักษณ์เข้าพบที่ทำเนียบขาว อนึ่ง เพื่อให้เกียรติแก่ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศ และความสัมพันธ์ของสหรัฐกับประเทศในแถบเอเชียที่เก่าแก่ที่สุด และเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของสองประเทศว่าความสัมพันธ์นี้จะยังคงยั่งยืนต่อไป แต่นอกเหนือจากนั้นเหตุผลลึกๆ ที่อยู่เบื้องหลังฉากข้างต้นก็คือ ผลประโยชน์ที่ทั้งสองประเทศจะได้รับ ทางฝั่งอเมริกาจะยังคงฐานะเป็นผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญและมีอิทธิพลกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในประเด็นเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งเห็นได้จากในระยะหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐฯ เริ่มมีการชักชวนการลงทุนโดยตรงจากประเทศเกิดใหม่ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (และถือเงินอยู่เต็มกำมือ) ให้เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯกับจีนซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของประเทศในเอเชีย
ในทางตรงกันข้าม การรักษาความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ไทยได้รื้อฟื้นการเจรจาการเปิดเขตการค้าเสรีกับสหรัฐที่หยุดชะงักไปในปี ค.ศ. 2006 และกระตุ้นให้ไทยพัฒนาและยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศผ่านข้อตกลงความร่วมมือที่เกิดขึ้นทั้งในระดับนานาชาติ เช่น การเป็นสมาชิก Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะกระตุ้น GDP ของประเทศไทยให้โตขึ้นได้ถึงร้อยละ 7.6 หรือการสร้างความร่วมมือในระดับที่ย่อยลงมา เช่น สภาผู้ประกอบอุตสาหกรรม สมาคมการค้า รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น การที่กระทรวงต่างประเทศส่งบุคลากรในวงการแอนิเมชันไทยไปเรียนรู้เทคนิคการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่ Hollywood ผ่านข้อตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ (Thai-US Creative Partnership) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของไทย เป็นต้น หรือกล่าวโดยพื้นฐานคือการที่ทั้งสองประเทศพยายามสร้าง win-win situation ร่วมกันนั่นเอง
นอกจากนี้ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียนความร่วมมือระหว่างสองประเทศยังจะสามารถเผื่อแผ่ผลประโยชน์ให้กับประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การที่ประเทศไทยเป็นฐานการฝึกอบรมของผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ชาวเมียนมาร์ โดยมีสหรัฐเป็นผู้สนับสนุนด้านการจัดสรรบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้ในประเด็นที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรชาวเมียนมาร์ หรือการร่วมมือกันสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติในเมียนมาร์ เป็นต้น
ดังนั้น จึงต้องคอยจับตาดูว่าเวลาที่เหลืออีก 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ทางวอชิงตัน ดี ซี จะส่งจดหมายเชิญนายกรัฐมนตรีของไทย เช่นเดียวกับที่ผู้นำประเทศอื่นๆ ได้รับเชิญหรือไม่ และความสัมพันธ์ของสองประเทศจะเดินหน้าไปในรูปแบบใดหลังจาก 180 ปีที่ผ่านมานี้






