ผมได้พูดคุยกับนักศึกษาไทยที่กรุงไคโร หลังเหตุการณ์ สลายม็อบ โดยตำรวจและทหารรัฐบาลชั่วคราว
เมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมาแล้ว สรุปได้ประโยคเดียวว่า สถานการณ์ความอลหม่านของประเทศอียิปต์จะกลายเป็น “กลียุคยืดเยื้อ” อย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแค่สองปีหลังจากที่ประชาชนประเทศนี้ ยินดีปรีดากับการสามารถโค่นเผด็จการ ฮอสนี มูบารัก ที่ปกครองประเทศมากว่า 30 ปี, วันนี้อียิปต์ ก็ร่วงหล่นลงไปในหุบเหวแห่งความรุนแรง, เคียดแค้นและการสังหารโหดกันและกัน
จากเผด็จการ สู่การลุกฮือของประชาชน สู่ประชาธิปไตยเลือกตั้ง สู่การประท้วงรัฐบาลที่กระจุกอำนาจไว้กลุ่มเดียว นำมาซึ่งการรัฐประหารของทหาร และวันนี้วงจรอุบาทว์นั้นมาติดกับดักของการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ, ความรุนแรงและการปะทะกันกลางถนน
โดยไม่มีใครบอกได้ว่าเส้นทางการเมืองของประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ และสร้างสมบารมีในภูมิภาคโลกอาหรับมาอย่างสมบุกสมบันนั้นจะไปเส้นทางใดนอกเหนือจากที่หวาดหวั่นว่าจะเป็น “เส้นตรงสู่นรก” หากไม่มีการแสวงหาทางออกที่ทุกฝ่ายจะสามารถรับได้
ยอดคนตายจากการปะทะระหว่างตำรวจ, ทหาร และหน่วยความมั่นคงกับผู้ประท้วงที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี โมหะเหม็ด มอร์ซี ล่าสุดขณะที่เขียนคอลัมน์นี้เช้าเมื่อวานอยู่ที่ใกล้ 600 คนและผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 4,000 คน
กลุ่ม Muslim Brotherhood หรือ “ภราดรภาพมุสลิม” ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลังการโค่น มูบารัก และส่งให้นายมอร์ซี ขึ้นเป็นประธานาธิบดียืนยันว่าจะประท้วงจนถึงที่สุด แม้รัฐบาลชั่วคราวที่ได้รับการหนุนหลังโดยกองทัพที่ก่อรัฐประหาร จะประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งห้ามคนออกนอกบ้านยามวิกาลทั่วประเทศแล้วก็ตาม
ภาพของการปะทะกลางถนนระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง มีความละม้ายกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ในประเทศต่าง ๆ ก่อนหน้านี้
ฝ่ายรัฐบาลจะอ้างว่าฝ่ายประท้วงมีอาวุธ และใช้เด็กและผู้หญิงเป็นเกราะกำบัง
ฝ่ายผู้ประท้วงจะบอกว่าฝ่ายตำรวจหรือทหาร ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามเกินเหตุ ไม่เคารพในสิทธิการแสดงความคิดเห็นของผู้เห็นต่าง
ฝ่ายรัฐบาลจะโต้ว่าผู้ประท้วงบางกลุ่มมีอาวุธ และยิงใส่เจ้าหน้าที่รัฐบาลก่อน
ผู้ประท้วงบอกว่าเจ้าหน้าที่มาสลายการชุมนุมอย่างไม่เป็นธรรม เพราะผู้ต่อต้านเพียงแค่นั่งชุมนุมกันอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ
ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าที่ต้องขอให้ผู้ชุมนุมสลายตัวเพราะสร้างความวุ่นวาย ชาวบ้านเดือดร้อน จราจรติดขัด และมี “มือที่สาม” เข้ามาสวมรอย ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ต่างฝ่ายต่างชี้นิ้วไปอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นผู้ริเริ่มความรุนแรงก่อน
และเมื่อผู้นำรัฐบาลชั่วคราวเป็นพลเรือนที่มีทหารหนุนอยู่เบื้องหลัง ไม่สามารถจะสั่งการทหารเองได้ ก็ย่อมจะอยู่ในฐานะที่ตอบคำถามประชาชนไม่ได้ว่าทำไมจึงเกิด “สงครามกลางเมือง” ได้ขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถืออาวุธมากกว่าแน่นอน
รองประธานาธิบดี โมหะเหม็ด เอล บาราได ซึ่งเคยทำงานด้านควบคุมนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ และเคยได้รับรางวัลโนเบล ก็ต้องประกาศลาออกเพราะ “ผมทนเห็นเลือดกลางถนนแม้แต่หยดเดียวไม่ได้”
ประชาคมโลกออกมาประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลอียิปต์ และประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่พยายามจะหลบหลีกการชี้นิ้วประณามรัฐบาลไคโรมาตลอดก็อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องออกมาประกาศยกเลิกการซ้อมรบที่เตรียมไว้ล่วงหน้า และตัดความช่วยเหลือทางทหารแล้ว
เพราะโอบามา ไม่อาจจะ “อุ้ม” รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร (สหรัฐฯหลีกเลี่ยงใช้คำนี้มาตลอด) และฆ่าฟันผู้ประท้วงพลเรือนได้
ผู้นำหลายประเทศออกมาประณามการกระทำของรัฐบาลอียิปต์ แต่ไม่มีใครมีคำตอบว่าทางออกของประเทศนี้คืออะไร
แม้คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ จะเรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณากรณีอียิปต์ แต่ผมก็เชื่อว่าในท้ายที่สุดคนข้างนอกไม่อาจจะเข้าไปแทรกแซง ยกเว้นแต่ว่านักการเมือง, กองทัพ, และกลุ่มประชาสังคมของประเทศนี้เองจะหาทาง “สงบศึก” กลางถนน เพื่อเจรจาหาทางออกทางการเมืองอย่างสันติ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่
ปรากฏการณ์ Arab Spring ที่เมื่อไม่นานมานี้เป็นวลีแห่งความหวังและฮึกเหิม วันนี้ต้องเลี้ยวกลับรอบใหม่แบบ U-Turn และในหลายกรณีก็เกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารตายหมู่ได้... อย่างที่เกิดขึ้นที่อียิปต์นี่แหละ






