การยื่นหนังสือคัดค้านการทำหน้าที่ ของคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
หรือ "กสทช" จากสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท) ประกอบด้วย บมจ.อสมท,บมจ.ทีโอที ,บมจ.กสท โทรคมนาคม กว่า 200 คน ขอให้ กสทช. ยุติบทบาทการทำหน้าที่ พร้อมๆ กับให้เหตุผลว่า องค์กรอิสระผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมบรอดแคสต์-โทรคม (มูลค่าธุรกิจนับแสนล้าน) ออกกฎระเบียบประมูลทีวีดิจิทัล รวมถึงจัดสรรคลื่นโทรคมนาคม "ไม่เป็นธรรม" ส่งผลกระทบต่อรายได้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาจจะเป็นต้นเหตุให้รัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ "ตาย" ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสักเท่าไหร่
เป็นกระแสความไม่พอใจของรัฐวิสาหกิจที่มักคุ้นกับการ "นอนกอดสัมปทาน" แบบนิ่งๆ เป็นคล้ายๆ "เสือนอนกิน" อย่าง 2 องค์กรโทรคม "ทีโอที" และ "แคท" ยิ่งสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากยุคสัมปทานไปสู่ยุคใบอนุญาต เพราะ "เงินมหาศาล" จากสัมปทานที่เคยได้รับกำลังจะหลุดลอยไปในอีกไม่นาน
แม้ฉากหน้าขององค์กรขนาดใหญ่ พนักงาน-ผู้บริหารหลายหมื่นคน ออกมาสื่อสารกับโลกภายนอก บอกให้รู้ว่า ไม่ได้นิ่งเฉย มีการตั้งรับและจัดทำแผนรับมืออยู่แล้ว ทันทีที่ไม่มีเงินสัมปทานหล่อเลี้ยงองค์กรก็ยังอยู่ได้ "ด้วยตัวเอง" แต่ด้วยขนาดองค์กรที่ใหญ่ หนักไปทาง "อุ้ยอ้าย" บุคลากรมากมาย ระดับสั่งการหลายชั้น ก็คงไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ถึงจะมีธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม ยังไม่ได้ช่วยทดแทนส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานที่กำลังจะหายไป ยังไม่นับกับการปรับเปลี่ยนที่ก็ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ต่างจากภาคธุรกิจที่เขาแข่งขันกันรุนแรง เรียนรู้ความก้าวหน้าของโลกอยู่ตลอด ด้วยเพราะพวกเขาไม่มี "เงิน" ให้นอนกอดแบบสบายๆ
หันมาที่องค์กรอย่าง "อสมท " เอง แม้จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ หากแต่ในอีกขาหนึ่ง อสมท ก็ถือเป็นเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อสมท ต้องประกอบธุรกิจให้มีผลกำไรเพราะมีผู้ถือหุ้น ดังนั้นการจะเรียกร้อง และบอกว่า ตัวเองเป็นรัฐแต่ทำไมยังต้องเข้าประมูลก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก
จริงๆ แล้วอยากถามเหมือนกันว่าวันนี้สถานภาพของ "อสมท" เป็นอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งก็บอกว่าเป็นอิสระ รัฐอย่ามาบังคับอย่ามาแทรกแซง แต่พออีกวันก็มาบอกว่า อสมท เป็นรัฐอีกแล้ว ตกลงแล้วเป็นอะไรกันแน่
ขณะที่ การประมูลทีวีดิจิทัล ถือเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ หากรัฐวิสาหกิจไหนไม่พึงพอใจ ก็คงต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นแก้ไขกฎหมายกันใหม่ ที่สำคัญหนึ่งในวัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ปรับตัวแข่งขันในโลกธุรกิจที่มันไม่ใช่โลกเดิมๆ แบบที่เคยอยู่อีกต่อไป มันก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย
เป็นธรรมดาในเมื่อเขาเปิดสนามให้มีการแข่งขัน ใครหรือองค์กรไหน ที่คิดว่าพร้อม ก็ควรก้าวสู่สนามแข่งขันแบบ "มืออาชีพ" แต่หากไม่พร้อมก็ไม่สมควรก้าวเข้าไปอย่างยิ่ง หากจะเข้าไปแล้ว เพียงเพื่อขอแรงสนับสนุน หรือขอพักพิงอภิสิทธิ์อะไรบางอย่างก็อย่าได้เข้าไปเลย
สำหรับกสทช.เองในฐานะผู้กำกับการแสดง หากสังคมไม่เข้าใจหรือเกิดข้อสงสัยอะไรก็ตาม สมควรออกมาชี้แจงแถลงไข อย่านั่งนิ่งจนทำให้เกิดการเคลือบแคลงของสังคมไปวันๆ ยิ่งกว่านี้ต้องเป็น "องค์กรใจกว้าง" พร้อมรับจากตรวจสอบจากทุกภาคส่วน






