ธุรกิจรีเทลนับเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
โดยเฉพาะเมื่อโลกเทคโนโลยี เอื้อให้เกิดการค้าออนไลน์ข้ามโลกได้ง่าย ทำให้รีเทลเป็นธุรกิจแรกๆ ที่มีการตื่นตัวด้านอีคอมเมิร์ซก่อนใคร
ผู้บุกเบิกอย่าง อเมซอน (amazon.com) เริ่มเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วยการขายหนังสือผ่านเว็บไซต์เมื่อปี 2538 จนกระทั่งในวันนี้อเมซอนจำหน่ายสินค้าในเกือบทุกประเภทนับตั้งแต่หนังสือ เพลง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก เครื่องกีฬา เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ตลอดจนอาหารสด มีศูนย์บริหารและกระจายสินค้าขนาดใหญ่กว่า 70 แห่งทั่วโลก และขยายธุรกิจไปหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยในปีที่แล้ว อเมซอนสร้างยอดขายที่ 61,090 ล้านดอลลาร์
การเติบโตทางธุรกิจของอเมซอนทำให้ค่ายรีเทลยักษ์ใหญ่อย่างวอลมาร์ท (walmart.com) ต้องวางกลยุทธ์ช่วงชิงความเป็นผู้นำค้าปลีกออนไลน์จากอเมซอนให้ได้ จุดแข็งที่วอลมาร์ท ซึ่งมียอดขายเกือบ 444,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2555 และดำเนินธุรกิจใน 27 ประเทศ ด้วยจำนวนสาขากว่า10,800 แห่งทั่วโลก สามารถนำมาเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจและเปิดบริการผ่านดิจิทัลต่อจากนี้ นับเป็นช่องทางสำคัญที่วอลมาร์ทจะรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ และอาจเป็นการพลิกโฉมธุรกิจรีเทลด้วย Digital Transformation เพื่อต่อยอดขยายตลาดออนไลน์รีเทลของบริษัท
สร้างทีมรุกดิจิทัล
วอลมาร์ทจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า @WalmartLabs ในปี 2554 เป็นศูนย์กลางงานวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อให้เข้าใจและสามารถอินทริเกรทดิจิทัลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการได้อย่างล้ำหน้ากว่าใคร โดยล่าสุด @WalmartLabs ได้เข้าซื้อกิจการหลายบริษัท เช่น Inkiru, OneOps Tasty Labs และ Torbit เพื่อนำเอาเทคโนโลยี และบุคลากรมาร่วมทีมพัฒนาแพลทฟอร์มใหม่สำหรับ walmart.com
นอกจาก @WalmartLabs แล้ว วอลมาร์ทยังมีทีมงานอีคอมเมิร์ซอีกกว่า 1,500 คนในซิลิคอนวัลเลย์เพื่อขับเคลื่อนออนไลน์รีเทลระดับโลกของบริษัท
นีล แอช ประธาน และซีอีโอวอลมาร์ท โกลบอล อีคอมเมิร์ซ กล่าวว่า วอลมาร์ทกำลังจะสร้างประสบการ์ณการค้าผ่านดิจิทัลที่ไม่มีใครจะเทียบได้ เป็นการรวมเอาระบบอีคอมเมิร์ซ และระบบค้าปลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเข้าด้วยกัน โดยมีแผนการพัฒนาเทคโนโลยีแพลทฟอร์มใหม่ที่จะเชื่อมผู้บริโภ คและสินค้าทุกชิ้นในโลกอย่างใกล้ชิดผ่านแพลทฟอร์มนี้ เปิดทางให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะช้อปสินค้าเหล่านั้นอย่างไร
ดิจิทัลคอมเมิร์ซหน้าใหม่
ความพยายามในการเป็นผู้นำด้านออนไลน์ชอปปิงของวอลมาร์ท เห็นได้จากการปรับหน้าเว็บไซต์ และพัฒนาฟังก์ชันการค้นหาให้มีประสิทธิภาพที่สุด ล่าสุด ยักษ์ค้าปลีกรายนี้ ได้ชิงจัดโปรโมชันในลักษณะเดียวกับไวเบอร์ มันเดย์ เพื่อต้อนรับวันเปิดเทอมเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยลูกค้าจะได้รับส่วนลดสูงถึง 60% จากสินค้าที่คัดเลือกไว้กว่า 300 รายการผ่าน walmart.com
วอลมาร์ทได้ตั้งยอดขายผ่านออนไลน์ในปี 2556 ไว้ที่ 9,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน walmart.com มีสินค้าออนไลน์กว่า 2 ล้านรายการ มากกว่าที่พื้นที่ในสโตร์จะจัดขายได้ถึง 10 เท่า ในจำนวนนี้มีอยู่เพียง 300,000 ถึง 400,000 รายการ ที่เป็นสินค้าจากวอลมาร์ท นอกนั้นเป็นสินค้าจากผู้ค้าปลีกรายอื่นอีก 6 ราย นั่นหมายถึง วอลมาร์ทกำลังเขียนธุรกิจโมเดลแบบใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าปลีกรายอื่นได้เข้ามาขายสินค้าให้กับลูกค้าของบริษัทได้
โลกรีเทลต้องคิดต่อยอด
วอลมาร์ทและรีเทลรายใหญ่กว่า 35 รายได้ร่วมกันจัดตั้งระบบ Merchant Customer Exchange หรือเอ็มซีเอ็กซ์ขึ้นมา เป็นหนึ่งกลยุทธ์ตอบโต้การแข่งขันจากคู่แข่งออนไลน์ เพื่อให้บริการโมบายคอมเมิร์ซ กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวก เมื่อชอปปิงและชำระเงินกับกลุ่มรีเทลที่เข้าร่วมโครงการ
เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เอ็มซีเอ็กซ์ ได้เลือกใช้ระบบดิจิทัล ซิเคียวริตี้จาก Gemalto เพื่อพัฒนาโมบายวอลเล็ตให้กับเอ็มซีเอ็กซ์ นวัตกรรมและความร่วมมือนี้ จะท้าทายคู่แข่งด้านโมบายเพย์เมนท์ อย่างกูเกิล สแควร์และเพย์พัล และถือเป็นจุดพลิกโฉมเปิดโมเดลธุรกิจรีเทลใหม่ ที่มีนวัตกรรม Digital Transformation เชิงการตลาดเป็นตัวผลักดัน
สิ่งซึ่งยักษ์ใหญ่รีเทล อย่างวอลมาร์ทต้องเดินหน้าต่อไป คือ การเลือกใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพขององค์กร และกระบวนการดำเนินให้ทันต่อนวัตกรรมและการแข่งขัน ที่สำคัญคือต้องอินทริเกรทเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ เข้าไปเป็นส่วนหนี่งของการผลิต การตลาดและการบริการ
อย่างไรก็ดี คงเป็นการยากที่ธุรกิจในบ้านเราจะทุ่มงบประมาณและการลงทุนได้เหมือนกับวอลมาร์ท แต่การปรับตัวให้พร้อมต่อการแข่งขันก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกธุรกิจต้องทำให้สำเร็จ
การเห็นความสำคัญของกลยุทธ์ Digital Transformation จึงเป็นวิสัยทัศน์และสิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับนวัตกรรมให้ทันต่อผู้บริโภคและการแข่งขันที่ท้าทายนี้






