"ทุกครั้งที่มีข่าว รัฐและรัฐบาล จะควบคุมสื่อดังเดิมหรือสื่อสังคมออนไลน์ ผมมักจะคิดถึง นิยายคลาสสิค"1984"
ที่รัฐติดตั้งกล้องจับตาการเคลื่อนไหวประชาชนไปทั่วเมือง...มายุคนี้รัฐบาล คิดจะเข้าควบคุมสื่อ โซเชียลมีเดีย แม้จะไม่ง่าย แต่ก็สะท้อนได้อย่างดี...ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปกี่ยุคสมัย...รัฐไม่เคยเปลี่ยนกรอบคิด จะหมกมุ่นกับการครอบงำ ควบคุม ทั้งรัฐบาลเผด็จการหรือประชาธิปไตย"
ที่สำคัญหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ควบคุมและลิดรอนเสรีภาพ... "เผด็จการซ่อนรูป" ที่น่ากลัวมากกว่าด้วยซ้ำ
"กดไลค์...ไม่ใช่อาชญากร" กลายเป็นข้อความยอดฮิต ที่ถูกกด"ไลค์"และ"แชร์" เป็นการทั่วไป เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์
กับเหตุผลของรัฐง่ายๆ...เพื่อความมั่นคง
พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือผบก.ปอท. ให้เหตุผลที่ต้องเข้าไปตรวจสอบในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
มีข้อกฎหมายที่ ปอท.อ้างถึง อย่างน้อย 2 มาตรา
เริ่มจาก กด"แชร์"ข้อมูลคอมพิวเตอร์คือการกระทำโดยเจตนา เพื่อเผยแพร่ข้อมูลหากข้อมูลนั้นเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 ซึ่งระบุว่า
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้(1-5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ในส่วนกด"แชร์" ปอท.ตีความว่า"เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(5) หมายความว่า เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่เป็นเท็จ ปลอม กระทบความมั่นคงและลามก
กด"ไลค์"...ปอท.สรุปแบบนี้
"คือการร่วมลงชื่อรับรองข้อมูลอันเป็นความผิดดังกล่าว แม้มิได้มีเจตนาโดยตรง แต่ย่อมเล็งเห็นผลว่ากดไลค์นั้นให้ข้อมูลนั้นได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ย่อมเข้าองค์ประกอบความในฐานะตัวการร่วม ตามกฎหมายอาญา มาตรา 83
อาญามาตรา 83 ระบุไว้ว่า....ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ทันที ที่ปอท.มีความคิดนี้ขึ้นมา 4 สมาคมสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ระบุว่าการกดไลค์ กดแชร์ เป็นปรากฏการณ์ปกติ และเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในสังคมออนไลน์ที่นิยมแสดงความคิดเห็นระหว่างกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ควรตีความแบบกว้าง ว่าการกดไลค์คือการร่วมลงชื่อรับรองข้อมูลอันเป็นความผิดดังกล่าว
ยิ่งล่าสุดเตรียมขยายไปควบคุม"ไลน์"..อีกต่างหาก ทำให้ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อมรา พงศาพิชญ์ ต้องออกมาเตือนไว้ก่อน ว่าการสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องส่วนตัวผ่านพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหาก ปอท.จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการสนทนาจริง ต้องระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลทั่วโลก เพราะการตรวจสอบดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิบุคคลอื่นได้ง่าย เพราะการสนทนากันส่วนใหญ่ เป็นการสนทนากันในเรื่องเฉพาะตัว การเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการสนทนาก็คล้ายกับการดักฟังโทรศัพท์
"ดังนั้นหากจะทำจริง ก็ต้องวางกรอบแนวทางในการตรวจสอบให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย "
กำลังเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย...?
จริงๆสามารถเกิดขึ้นได้ทุกสังคมที่รัฐบาล"ลุแก่อำนาจ"
แม้ในความเป็นจริงโลกสื่อสารยุคใหม่...รัฐไม่สามารถควบคุมได้ และรัฐที่เหมาะสมต้องทำตัวให้เล็กลง มิใช่ใหญ่โตขึ้นอย่างที่รัฐไทยกำลังจะเป็น เพราะปกติแล้วรัฐมีสื่อในมือมหาศาล สามารถที่จะชี้แจงข้อมูล กลบข่าวลือต่างๆที่อ้างกระทบความมั่นคงได้อยู่แล้ว และเป็นวิธีการที่ควรกระทำมากกว่าที่จะคิดควบคุม
ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่.. เพียงสะท้อนข้อเท็จจริงได้ว่าความนิยมกำลังลดน้อยลง... อำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังอ่อนแอ
เพราะการปกครองที่มีประสิทธิภาพมากสุด...คือการไม่ปกครอง!






