วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

5 กฎเหล็กของกฎหมายแข่งขันทางการค้า (4)

ในฉบับที่แล้วเราได้พูดถึงการควบคุมการควบรวมธุรกิจ (Merger Control) ตามมาตรา 26 ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับกฎเหล็กข้อที่ 3 ตามมาตรา 27 ว่าด้วยการห้ามไม่ให้ร่วมมือกันเพื่อผูกขาดหรือลดการแข่งขันกันค่ะ ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านคงรู้จักกันดีเพราะนัยสำคัญของมาตรานี้ก็คือการห้าม “ฮั้วกัน” นั่นเอง แต่คำว่า “ฮั้วกัน” ไม่ได้หมายความถึงเฉพาะการตกลงราคาซื้อขายกันเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการตกลงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจในเรื่องอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันในตลาดนั่นเอง

ตามที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า การเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดไม่ถือว่าเป็นความผิด โดยกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามีไว้เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือตลาดนั้นใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือร่วมกันตกลงกับคู่แข่งในลักษณะที่จะทำให้การแข่งขันในตลาดลดลงโดยผิดธรรมชาติตลาด ดังนั้น มาตรา 27 จึงกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจตั้งแต่สองรายขึ้นไปร่วมมือกันกระทำการใดๆ ที่เป็นการผูกขาดหรือลดการแข่งขันในตลาด โดยกำหนดแบ่งเป็นลักษณะพฤติกรรมการตกลงร่วมกันเป็นสองประการใหญ่ๆ คือ พฤติกรรมที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด กับพฤติกรรมที่อาจได้รับการยกเว้นโดยการขออนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ทั้งนี้พฤติกรรมที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาดเป็นไปตามมาตรา 27 (1) - (4) ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า สามารถสรุปได้ดังนี้ค่ะ

(1) ห้ามกำหนดราคาขาย หรือจำกัดปริมาณการขายสินค้าหรือบริการร่วมกัน : ข้อห้ามนี้ไม่ได้จำกัดแต่เพียงการร่วมกันตกลงราคาขายเป็นราคาเดียวกันเท่านั้น แต่รวมถึงการตกลงในลักษณะอื่นเกี่ยวกับราคาขาย เช่น อัตราส่วนการขึ้นราคาหรือลดราคา ราคาขายขั้นต่ำหรือเพดาน ส่วนลด ระยะเวลาการชำระเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ การตกลงกันจำกัดปริมาณสินค้าหรือบริการที่ขายก็ถือเป็นความผิดเพราะเป็นการบิดเบือนจำนวนสินค้าในตลาดทำให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมราคาได้ในระดับสูง

(2) ห้ามกำหนดราคาซื้อ หรือจำกัดปริมาณการรับซื้อสินค้าหรือบริการร่วมกัน : ในทางกลับกันการที่ผู้ประกอบการหลายรายร่วมมือกันตกลงราคาซื้อจากผู้ขาย หรือจำกัดปริมาณการซื้อ เป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ผู้ขายขายในราคาหรือปริมาณที่กำหนดโดยไม่มีความเป็นอิสระในการกำหนดราคาหรือปริมาณที่จะขายเช่นเดียวกับข้อ (1) ข้างต้น การตกลงประเภทนี้มีได้หลายลักษณะนอกเหนือจากเพียงกำหนดราคา หรือปริมาณ เช่น การร่วมกันตกลงส่วนลดที่จะได้รับจากผู้ขาย หรือราคาซื้อสูงสุดหรือต่ำสุด เป็นต้น

(3) การตกลงร่วมกันเพื่อครอบครองตลาดหรือควบคุมตลาด : เช่น การแบ่งตลาดสินค้า หรือวางแผนการตลาดร่วมกันเพื่อครอบครองตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในตลาดสินค้านั้นๆ น้อยลง

(4) การร่วมมือกันในการประมูล (Bid Rigging) : เป็นการห้ามผู้ประกอบธุรกิจร่วมมือกันตกลงเพื่อให้ฝ่ายหนึ่งได้รับการประมูลหรือประกวดราคาสินค้าหรือบริการ หรือเพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งเข้าแข่งขันราคา โดยอาจตกลงในการประมูลครั้งใดครั้งหนึ่งหรือเป็นการตกลงเพื่อให้มีการชนะการประมูลสลับหมุนเวียนกันไปในการประมูลแต่ละครั้ง เห็นได้ว่ากฎหมายการแข่งขันทางการค้าห้ามเอกชนสองฝ่ายฮั้วกันทำให้ไม่มีการแข่งขันที่แท้จริงในการประมูล ทั้งนี้การตกลงร่วมกันในลักษณะการฮั้วประมูลกับหน่วยงานของรัฐยังมีพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายควบคุม

สำหรับพฤติกรรมที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขออนุญาตต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้แก่พฤติกรรมตามมาตรา 27 (5) - (10) เช่น การแบ่งพื้นที่ที่จะซื้อขายสินค้า การตกลงกันลดคุณภาพสินค้าโดยขายในราคาเดิมหรือสูงขึ้น หรือการตกลงแต่งตั้งผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการรายเดียวกัน เป็นต้น โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าจะพิจารณาว่าผู้ประกอบธุรกิจที่ขออนุญาตตามมาตรา 27 (5) - (10) มีความจำเป็นทางธุรกิจหรือไม่ อีกทั้งแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการจำกัดการแข่งขันหรือลดการแข่งขันในตลาด แต่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วยภาวะเศรษฐกิจของตลาดนั้นๆ หรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงและส่งผลให้เป็นการส่งเสริมธุรกิจดังกล่าว

พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะเป็นพฤติกรรมที่ต้องห้ามตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของบ้านเรา ยังเป็นพฤติกรรมที่ต้องห้ามในประเทศอื่นๆ อีกมากมายเช่นกัน ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าวเพราะนอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายไทยแล้ว ยังอาจมีความผิดตามกฎหมายของประเทศอื่นด้วย และความรับผิดนั้นสามารถเอื้อมมาเอาผิดกับบริษัทไทยได้ เห็นได้จากตัวอย่างข่าวที่โด่งดังในช่วงปี 2550 ที่สายการบินหลายรายทั่วโลก รวมทั้งสายการบินของประเทศไทยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีสำหรับการฮั้วค่าธรรมเนียมขนส่งทางอากาศและถูกดำเนินคดีในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี เป็นต้น ค่าปรับของแต่ละประเทศรวมกันแล้วเป็นเงินหลายพันล้านบาท

ดังนั้น ความเสี่ยงที่มากับการกระทำพฤติกรรมเหล่านี้ มีทั้งค่าปรับมหาศาลที่ไม่ใช่แค่ตามกฎหมายไทย แต่อาจรวมถึงค่าปรับหรือโทษอื่นๆ ของต่างประเทศหากการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศนั้น และยังไม่รวมถึงความเสียหายทางชื่อเสียง เวลาการดำเนินคดีที่ยืดยาว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมายใน

การต่อสู้คดี จึงอาจสรุปได้ว่า กำไรในระยะสั้นที่ได้จากพฤติกรรมเหล่านี้ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงเลยนะคะ

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่