เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลจะตั้ง "สภาปฏิรูปการเมือง" ขึ้นมาในช่วงนี้...ซึ่งจริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าเป็นสภาปฏิรูปการเมือง
หรือสภาปฏิรูปประเทศ หรือจะตั้งเป็นคณะกรรมการ หรือจะใช้ชื่อใดชัดๆ กันแน่ เพราะผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนก็พูดกันไปต่างๆ นานา
สะท้อนว่าเรื่องนี้เพิ่งคิดกันขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน คิดแล้วก็แถลงกันเลยเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระแรกเพียง 2 วัน
จึงน่าเชื่อว่าเป็นการชิงไหวชิงพริบกันทางการเมือง มากกว่าการมุ่งผลในเรื่องการปฏิรูปอย่างจริงจัง
ย้อนกลับไปฟังถ้อยแถลงของนายกฯเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ท่านได้อธิบายพิมพ์เขียวของสภาหรือคณะกรรมการที่ว่านี้เอาไว้คร่าวๆ ว่า "...อาจเป็นในรูปแบบของคณะทำงานหรือเรียกชื่ออื่นตามความเหมาะสมเพื่อเป็นกลไกที่ทำหน้าที่ในการปฏิรูปทางการเมือง โดยกลไกดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการวางรากฐานอนาคตในโครงสร้างทางการเมือง กำหนดแนวทางปฏิรูปกฎหมาย และวางพื้นฐานระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง ยั่งยืน..."
ถ้าผมฟังไม่ตกหล่น เข้าใจว่าในถ้อยแถลงจะไม่มีคำว่า "ปรองดอง" อยู่เลย แต่มีบางช่วงบางตอนที่พูดถึงกลไกในการหาทางออกให้กับประเทศ ทำนองว่าเพื่อทิ้ง "ความขัดแย้ง" ไว้เบื้องหลัง แล้วนำพาประเทศให้ก้าวเดินต่อไป
หลายคนจึงเข้าใจว่าคณะกรรมการหรือสภาที่จะตั้งขึ้นนี้ มีหน้าที่ในการสร้างความปรองดองด้วย
จากนั้นก็มีการมอบหมายให้ "2 เทพ" ใน ครม. คือ คุณวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กับ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ไปเดินสายทาบทามบุคคลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะตอบรับ แต่ไม่แน่ใจว่าผู้ที่ตอบรับทั้งหลายนั้นทราบข้อมูลชัดเจนหรือยังว่าจะต้องไปทำอะไร ปฏิรูปการเมือง หรือปฏิรูปประเทศ หรือว่าหาทางออกเพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง เพราะแต่ละเรื่องที่กล่าวมาล้วนใหญ่โตและไม่น่าจะทำสำเร็จได้ภายใน 1 ปีตามที่คุณวราเทพให้สัมภาษณ์ (แถมยังบอกว่าบางประเด็นหากตัดสินไม่ได้ก็ต้องใช้การทำ "ประชามติ")
จะว่าไปคำสัมภาษณ์ของคุณวราเทพก็ทำให้พอมองเห็นลางๆ แล้วว่าปลายทางการทำงานของคณะกรรมการหรือสภาที่ว่านี้ จะนำไปสู่ข้อเสนออะไร ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร และมีอำนาจหน้าที่อะไรกันแน่
ที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ประโยคแรกว่าเป็นเรื่่องแปลกก็เพราะ
1.การตั้งคณะทำงานหรือสภาปฏิรูป ฯลฯ ไม่ได้ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาล
2.รัฐบาลบริหารประเทศมาตั้งนาน คือเกือบครบ 2 ปีแล้ว (นับจากวันแถลงนโยบาย) เหตุใดจึงเพิ่งคิดขึ้นมาได้ว่าต้องปฏิรูปการเมือง หรือยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำไมต้องคิดได้ตอนที่ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภาด้วย
3.ภารกิจตามถ้อยแถลงของนายกฯ มีหน่วยงานทั้งของรัฐและองค์กรอิสระทำอยู่แล้ว การปฏิรูปกฎหมายก็มี คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือ คปก.รับผิดชอบดูแล (และได้เสนอความเห็นเชิงเตือนรัฐบาลเป็นระยะเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายต่างๆ แต่ก็ไม่เห็นรัฐบาลทำตาม) ส่วนการยุติความขัดแย้ง ก็มี คอป. หรือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ รับผิดชอบอยู่ และได้สรุปรายงานออกมาแล้ว แต่รัฐบาลแทบไม่เคยพูดถึงเลย
ส่วนการวางรากฐานอนาคตทางการเมือง และการวางระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง น่าจะเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชนทุกหน่วยงาน ไม่ใช่แค่คณะกรรมการหรือสภาปฏิรูปที่มีองค์ประกอบจาก "นักการเมืองรุ่นลายคราม" เท่านั้น หรือหากจะบอกว่าต้องการอาศัยประสบการณ์ของคนเหล่านี้มาจัดทำข้อเสนอ ถามจริงๆ ว่าโจทย์เรื่องการวางรากฐานทางการเมืองนั้น ยังไม่รู้คำตอบอีกหรือว่าจะต้องทำอย่างไร คำตอบมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ทำกันหรือเปล่า
4.การเตรียมเชิญ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการยูเอ็น นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และอาจจะรวมถึง นายมาร์ตติ อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ มาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปและการปรองดองของบ้านเรานั้น สมัยที่ คอป.ยังทำงานอยู่ ก็เคยเชิญ 2 ใน 3 คนนี้มาแล้ว คือ นายอันนัน กับ นายอาห์ติซารี ทั้งคู่ยังเข้าพบนายกฯเมื่อเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว ข้อคิดของทั้งสองท่านในครั้งนั้น ไม่ทราบว่าได้ปฏิบัติกันบ้างหรือยัง
ก่อนจะไปปฏิรูปการเมือง น่าจะปฏิรูปความสับสนให้ได้เสียก่อนว่าตกลงจะตั้งคณะกรรมการหรือสภาที่ว่านี้ไปทำอะไร?






