โครงการรับจำนำข้าว ผ่านมาสองปีแล้ว สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
และถือว่าได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล และขยายผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างน่าวิตก นักวิชาการ วงการสื่อและภาคประชาสังคมอีกหลายส่วนต่างแนะนำ ตักเตือนให้ทบทวน ดังและได้ยินไปทั่ว แต่มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่ไม่ได้ยิน และเลือกที่จะกระทำในทิศทางตรงกันข้าม หรือแก้ไขในสิ่งที่เป็นปลายเหตุ ถึงตอนนี้ได้ใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวไปแล้ว ถึง 7.6 แสนล้านบาท และความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่น่าจะน้อยกว่า 50% ของเม็ดเงินที่ลงไป
เพราะหัวใจของปัญหาในขณะนี้นอกจากรั่วไหลในกระบวนการรับจำนำแล้ว ปัญหาการระบายข้าวดูจะเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะเมื่อรัฐบาลเลือกที่จะจำนำทุกเมล็ด ปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาอยู่ในกลไกของการซื้อขาย ทำให้เหลือรัฐบาลผูกขาดรายเดียว ศักยภาพในการระบาย หรือขายข้าวออกไป ย่อมดำเนินการได้ยากกว่าเอกชน ที่สะสมองค์ความรู้มาหลายรุ่นนับ 100 ปี ทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระสต็อกมหาศาล เมื่อระบายออกยากจึงส่งผลต่อคุณภาพของข้าว สร้างความเสียหายทั้งเม็ดเงินและภาพลักษณ์คุณภาพไทยในตลาดโลก
ไม่เฉพาะคนในชาติเท่านั้น ที่ให้ความสนใจและเป็นห่วงถึงวันนี้ ต่างชาติก็ได้ให้ความสนใจในวงกว้าง ทั้งนักวิชาการและสื่อต่างประเทศ เกาะติดถี่มากขึ้น เพราะเริ่มประเมินแล้วว่าหากรัฐบาลไทยยังเดินหน้าต่อไป อาจจะสร้างความเสียหายก่อหายนะในอนาคตด้วย โดย นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า นโยบายรับจำนำข้าวเกิดจากแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีส่วนช่วยให้รัฐบาลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แต่ปัจจุบันได้สร้างความเสียหายให้กับทั้งสถานะทางการเงินของรัฐบาล และเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนั้นยังลงความเห็นว่าการอุดหนุนราคาข้าว ถือเป็นนโยบายประชานิยมระดับคลาสสิกของ พ.ต.ท.ทักษิณ
โดย 2 ใน 3 ของชาวไทยทั้งประเทศ ทำงานอยู่ในภาคเกษตร และส่วนใหญ่เป็นชาวนา ซึ่งในระหว่างการหาเสียงเมื่อ 2 ปีก่อนนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ให้คำมั่นว่า ถ้าชนะเลือกตั้ง รัฐบาลจะรับซื้อข้าวเปลือกโดยตรงจากชาวนา ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึง 2 เท่า หรือ 15,000 บาทต่อตัน ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้เงินเข้าสู่มือของชาวนาโดยตรง และช่วยกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว เตือนว่าโครงการนี้จะมีราคาแพงเกินไป และจะสร้างความเสียหายในอนาคต ส่วน วอลล์สตรีท เจอร์นัล บอกด้วยว่า โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือต่อชาวนา ที่ปลูกข้าวเพื่อการยังชีพ หรือชาวนายากจน แม้กระทั่งชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ก็ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพราะแม้รัฐจะให้ราคารับจำนำในระดับสูง แต่ต้นทุนในการเพาะปลูกก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
โครงการรับจำนำข้าว จนถึงวันนี้ ได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท เกิน 50% ของจีดีพีของภาคเกษตรไปแล้ว จากปัจจุบันจีดีพีภาคเกษตร มีจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มภาระหนี้สินจะมากขึ้น นั่นหมายความว่าโครงการนี้ได้ดึงทรัพยากรของประเทศเกือบทั้งหมดมาอุ้มชาวนา และที่สำคัญชาวนายากจน ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะว่าเม็ดเงิน 7 แสนล้านบาทนั้น เกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนระบบรางที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์นี้ สามารถยกระดับการศึกษา ที่ยังด้อยคุณภาพได้อีกมาก ที่สำคัญหากทบทวนโครงการหรือสามารถยกเลิกได้ ก็จะหนุนให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง ปัญหาเรื่องระบายข้าว และข้าวเสื่อมคุณภาพที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร่ำบ่นอยู่นั้น จะได้รับการแก้ไข
ก่อนที่โครงการจำนำข้าว จะนำประเทศไทย ดิ่งสู่หน้าผา วันนี้ย้ำกันอีกครั้งว่าเรายังมีโอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง แน่นอนว่าเริ่มจากลดระดับราคาจำนำข้าว ให้อยู่อัตราที่เหมาะสม ซึ่งเราเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ที่ประเมินว่า ราคาจำนำ อยู่ประมาณ 11,000-12,000 บาทต่อตัน น่าจะเหมาะสม จากต้นทุนชาวนาในเขตชลประทาน ประมาณ 7,000-8,000 บาท และที่สำคัญควรรับจำนำเฉพาะนาปีเท่านั้น เพราะว่าปกติแล้วชาวนายากจนในภาคอีสาน ซึ่งห่างไกลชลประทาน ก็ไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้อยู่แล้ว ส่วนชาวนาเขตชลประทาน หันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ดังนั้น รัฐบาลต้องตระหนักต่อความหายนะในอนาคต หยุดทำแบบเดิมๆ ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะนำประเทศ ดิ่งสู่หน้าผา จนยากที่จะฉุดดึงขึ้นมา






