ล่าสุด Gallup บริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่ ได้ประกาศผลการสำรวจความพึงพอใจในการทำงานของคนอเมริกันในปี 2013
ว่า มีมนุษย์มืออาชีพ จำนวนถึง 70% ไม่ปลื้มกับงานตนเอง หรืออีกนัยหนึ่ง มีแค่เพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้น ที่มีความสุขกับงานของตนที่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความไม่พึงพอใจในงานนี้ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน่าวิตกอกสั่นขวัญฝ่อ เพราะผลการสำรวจเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขอยู่ที่ 55%
ดิฉันเชื่อว่าความไม่สบายใจในที่ทำงาน ถือเป็นอาการของโรคสามัญขั้นพื้นฐานของสถานทำงานทั่วโลก อาจต่างกันตรงความเป็นมาก หรือเป็นน้อย เป็นอย่างบ่อย หรือเป็นแบบถี่ มีให้เห็นเป็นปกติ
ผู้รู้พยายามแกะแงะหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาเพศภัย ใจกลวงกันเป็นล่ำเป็นสันขนาดนี้ บ้างชี้ว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจพ่นพิษ ทำให้คนจิตตก เงินเดือนต่ำ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ว่า มืออาชีพที่มีความสุขในการทำงาน เขามีวิธีการอย่างไร
จากการศึกษาของกูรูหลายท่าน ที่เชี่ยวชาญเรื่องขวัญกำลังใจในการทำงาน อาทิ Daniel Pink Cal Newport และ Tony Hsieh ต่างมีข้อชี้แนะที่แกะมาได้คล้ายกัน ว่าคนที่รักงานตน มีแนวทางในการปั้นงานในฝันอย่างไร
สรุปได้ 3 ประเด็น เช่นนี้
1.Legacy ความมีคุณค่า
สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีหัวใจพองโตยามทำงาน ไม่งุ่นง่านหงุดหงิด ไม่จิตขุ่น ไม่ว้าวุ่นใจเท่าใครคนอื่น เป็นเพราะเขาเชื่อว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีความหมาย มีความยิ่งใหญ่ในตัวมันเอง เป็นเพราะเขาเชื่อว่าผลงานของเขาเป็นประโยชน์ต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเขา เช่น งานที่เขาสร้าง ช่วยให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น งานที่เขาทำ ตอกย้ำค่านิยมดีๆที่สังคมควรมี งานที่เขาทุ่มเททุกวัน ช่วยสานฝันให้เด็กด้อยโอกาส
แค่เราตื่นมาแล้วตระหนักว่า วันนี้เราจะได้มีโอกาสทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่น ชื่นมื่นกว่ามาก เพราะเรารู้ว่า เรามีค่า มีส่วนเป็นผู้ให้ มิใช่เป็นเพียงผู้ใช้ เป็นเพียงผู้หาอะไรทำไปวันๆ ให้ฉันมีกินมีใช้ แต่ใจหิวโซ
2.Mastery ความเชี่ยวชาญ
เมื่อได้งานที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะงานเล็ก งานใหญ่ มนุษย์ใจฟูรู้ว่าจะก้าวหน้าได้ ต้องใฝ่รู้ ต้องมีมานะพากเพียร เรียนให้ทะลุปรุโปร่งในสิ่งที่จำเป็น เพื่อเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญและทักษะ อันจะเป็นตัวผลักดันให้เติบโตเดินหน้าในวิชาชีพของตน
เมื่อเชี่ยวชาญ ก็มีผลงาน เกิดความภาคภูมิใจ ไม่หายใจทิ้งไปวันๆ
3.Freedom ความอิสระในการเลือกเนื้องาน เลือกเวลา สถานที่ และเลือกคนที่เราอยากทำงานด้วย
นอกจากบรรจงเลือก “ทำงานที่มีคุณค่า” เลือกทุ่มเทเวลาทุ่มแรงกายและใจให้ “รู้สึกรู้จริง” แล้ว
ความมี “อิสระ” ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญยิ่ง ที่ทำให้คนมีความสุขกับงานที่ทำ
ความอิสระในสภาวะทั่วไป จึงถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของมืออาชีพที่ไม่ตีบตันด้วยทางเลือก เมื่อเก่งเพราะได้เร่งเรียนรู้ สู้งาน หมั่นฝึกฝนจนชำนาญ ผลที่ตามมาคือ “โอกาส”
โอกาสที่มีอาจมาจากความสำเร็จจากขั้น Mastery ส่งผลทำให้มีปัจจัยพอเพียงในการดำรงเลี้ยงชีวิต จึงไม่ต้องยึดติดกับงานใด สามารถใช้เวลาบางส่วนไปทำงานที่ทั้ง “ชอบ” และ “ใช่” ยิ่งกว่า
หรือ เมื่อเก่งได้ที่ ย่อมทีโอกาสเลือก เพราะเราไม่เป็นเพียงเปลือก แต่เป็นแก่นแกร่ง จึงมีแรงต่อรอง ไม่ต้องถูกเขี่ยเลื่อนเหมือนตัวเบี้ย เพราะเราขยับปรับตัวเองจนเป็นขุน ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เรามีความยืดหยุ่นในอาชีพ
หากวุ่นวายใจนัก ไม่รักที่จะอยู่ เราก็ไม่ต้องทนทู่ซี้ มีที่ไปคร้าบ
สรุปว่าปัจจัยทั้ง 3 เป็นพื้นฐานของคนที่มีความสุขในงานของตน เพราะเขาเป็นคนที่กำหนดชะตา หางานที่ใช่ ได้สร้างบุญกุศลทุกวัน ทั้งยังพัฒนาตน จนเป็นคนเก่งอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปลดเปลื้องพันธนาการ งานจึงมิใช่ปัจจัยที่เป็นตัวจำกัด เป็นตัวจัดชีวิตเราอีกต่อไป
หากบรรจงปั้นงาน ปั่นฝีมือ จะไม่มีภาระงานอะไรที่ “ซื้อ” เราได้ เลือกจาก “ใจ” เราเองค่ะ






